Rachabodin Suwannakanthi

ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีก็จะเข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๓ หรือ ค.ศ.2010 ผมก็จะถือโอกาสนี้เขียนบทความสุดท้าย เพื่อเป็นบันทึกส่วนตัว ประจำปี ๒๕๕๒ โดยประมวลความทรงจำ ตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวม ต้องบอกว่าเป็นปีที่ไม่ดีนัก ทั้งในส่วนของหน้าที่การงาน และเรื่องส่วนตัว แต่ส่วนที่ดีก็พอจะมี แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ส่วนที่ไม่ดีน่าจะมีมากกว่า ซึ่งความทรงจำใน ๓๖๕ วัน ถ้าจาระไนทั้งหมดก็คงไม่จบง่าย เอาเป็นว่า แบ่งกลุ่มความทรงจำออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ ความทรงจำในส่วนของหน้าที่การงาน และความทรงจำในส่วนของชีวิตครอบครัว

ความทรงจำในส่วนของหน้าที่การงาน ในปีนี้เป็นปีที่ทำงานหนักมาก มีทั้งงานปกติ ที่เยอะอยู่แล้ว และงานนอกเหนือจากปกติที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากถูกขอให้ช่วย หรือต้องช่วยเพราะเห็นว่าควรจะฃ่วย รวมถึงงานที่ต้องกลับมาทำใหม่ เพราะคนอื่นสร้างปัญหา ซึ่งปริมาณงานจะมากขึ้นคงไม่ว่ากัน ถ้าผลงานมันออกมาดี แต่ปัญหาคือ หลายๆ งานที่ต้องทำ หรือเห็นว่าควรจะทำ เพราะคิดว่างานนั้นๆ จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเรียนรู้ของคนไทย อันจะทำให้เกิดการพัฒนาคน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่พบว่าสิ่งที่ทำนั้น อาจจะสวนทางกับความคาดหวังขององค์กร สวนทางกับวัฒนธรรมองค์กร ที่ในช่วงสองปีหลังนี้ได้พบว่า “เราน่าจะอยู่ผิดที่” อุดมการณ์เดิม มันใช้ไม่ได้แล้ว

หลายๆ คนอาจจะเห็นว่าสิ่งที่ทำ ซึ่งก็คือ การมุ่งเน้นการพัฒนาคน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ ลงไปสู่ความเข้าใจในระดับท้องถิ่น การสร้างความตระหนัก และสร้างให้เกิดทักษะในการประยุกต์ใช้สารสนเทศ เพื่อการจัดเก็บ จัดการ และแบ่งปันความรู้ เป็นสิ่งที่ดี แต่องค์กร อาจจะอยากได้อย่างอื่นมากกว่า อยากได้ความใหม่ อยากได้งานวิชาการ มากกว่างานพัฒนา แต่ส่วนตัวเห็นว่ามันเป็นของคู่กัน ไม่มีงานพัฒนาใดจะสำเร็จได้ ถ้าปราศจากงานวิจัย เพียงแต่ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา บางเรื่องอาจจะไม่จำเป็นต้องใหม่ เพราะถ้าหันไปรอบๆ มีหลายๆ อย่างที่คนอื่นเขามี แต่เราไม่มี และก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

ในขณะเดียวกัน ค่อนข้างผิดหวังกับสิ่งที่คาดหวังไว้ว่า สิ่งที่เราถ่ายทอดไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน หรือท้องถิ่น น่าจะถูกนำไปใช้ ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม แต่กลับพบว่าไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ดูเหมือนทุกคนชอบของฟรี มากกว่าการเห็นประโยชน์ของความรู้ และเครื่องมือ ที่จะเป็นเครื่องทุ่นแรงชั้นดีในการทำงานประจำวัน ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง ในส่วนนี้ หลายๆ คนเคยเตือนไว้แล้วว่าอย่าคาดหวังมาก แต่ก็ไม่เป็นไร เข้าใจ และสามารถยอมรับได้ เพียงแค่รู้สึกว่า อาจจะทำงานผิดวิธี มันดีในตอนคิด แต่มันไม่เห็นผลดีหลังจากปฏิบัติ ก็ถือว่ายังใช้ไม่ได้อยู่ดี

ความทรงจำในส่วนของชีวิตและครอบครัว ในปีที่ผ่านมามีแต่ความสูญเสีย ปู่ และตาเสียชีวิตในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึงสามเดือน ในขณะที่สมาชิกที่บ้าน “ขนมเข่ง” ต้องเข้าไปผ่าตัดแปลงเพศ เพื่อแก้ปัญหาโรคนิ่วที่คาราคาซังมาเป็นปีที่สอง หลังจากการผ่าตัดไปสองครั้ง และต้องควบคุมอาหาร ควบคุมความสะอาดไปตลอดชีวิต ในขณะที่ “ก๊วยเจ๋ง” กัดกับหมาอีกตัวจนตาบอดเมื่อปีที่แล้ว ส่วนของสุขภาพค่อนข้างแย่ ป่วยเป็นสองโรคคือ โรคเก้าท์ และโรคคออักเสบ ที่บางครั้งรุกลามไปเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ ปัญหาสำคัญคือการพักผ่อนน้อย ขาดการออกกำลังกาย อาหารหลักคือ กาแฟ ให้สามารถมีชีวิตที่ทำงานได้ นอกจากนั้นความเครียดมาเยือนจนผมหงอกไปทั้งหัว เพราะวันๆ มีแต่งาน ทำไม่มีวันจบวันสิ้น ส่วนเรื่องดีๆ ก็คงเป็นเรื่องของความรู้ที่มีมากขึ้นจากการทำงาน ซึ่งน่าจะมีค่ามากกว่าเงิน และเพิ่มทวีคูณเมื่อเกิดการนำไปใช้ และแบ่งปัน หลายๆ เรื่องที่ปีก่อนทำไม่เป็น ปีนี้ก็สามารถทำได้ หลายๆ เรื่องที่ไม่เคยรู้ ก็มารู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกับชีวิตในระยะยาว

โดยสรุปน่าจะบอกได้ว่าเป็นปีที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้รู้สึกท้อ เพียงแต่อาจจะต้องคิด และเปลี่ยนแปลง แก้ไข ไม่คิดว่าสิ่งที่ทำ แล้วทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพอใจ จะเป็นสิ่งที่ถูกเสมอไป แสดงว่าวิธีการมันน่าจะใช้ไม่ได้ น่าจะต้องหาทางใหม่ แก้ไขกันใหม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำได้ ตราบใดที่มีปัญญา

 

Tags: , , , , , ,