เช้าวันนี้เป็นเช้าวันจันทร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ หลังวันเลือกตั้งวันนึง ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะถูกจัดตั้งโดยพรรคเพื่อไทย หลายๆ คนที่ผมรู้จักรู้สึกเศร้า และหมดหวังไปกับผลที่ออกมา ซึ่งผมก็ทำได้แค่ให้กำลังใจ และบอกว่าเราต้องเข้มแข็ง ไม่สิ้นหวัง และมีศรัทธาในความดีงาม และความถูกต้อง ผลที่ออกมาก็เป็นปกติของประชาธิปไตย ที่ยึดหลักเสียงข้างมาก ที่เราทุกคนต้องเคารพ ยอมรับ และอยู่กับมันให้ได้ครับ อะไรๆ อาจจะดีกว่าที่เราคิดก็ได้ครับ

วันนี้ออกจากบ้านสายหน่อย มาขึ้นแท็กซี่เพื่อมาทำงานตามปกติ ก็มาเจอกับพี่แท็กซี่เจ้าประจำที่รู้จักกันมานานพอสมควรแล้ว พี่เขาเริ่มบทสนทนาด้วยบอกว่า พี่เขาไปเลือกพรรคเพื่อไทยมา เพราะชื่นชอบในตัวคุณยิ่งลักษณ์ โดยบอกว่า “ผมเห็นคุณยิ่งลักษณ์ครั้งแรก ผมก็ชอบเลย สเป็กผม” ผมก็ได้แต่รับฟัง และตอบรับไปตามปกติ ถือว่าดีมากที่พี่เขาไม่ถามว่าผมเลือกพรรคไหน แต่เดาว่าเขาคงคิดว่าผมเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะสักพักหนึ่ง ขณะที่รถวิ่งมาจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่เขาเริ่มบทสนทนา ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ในประเด็นปราสาทพระวิหาร ที่ทำให้ผมตกใจ ในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของพี่เขา ดังนี้

พี่แท็กซี่ : จริงๆ ผมก็อยากให้ประชาธิปัตย์ได้นะครับ แต่ถ้าประชาธิปัตยได้จะต้องรบกับขเมรแน่ๆ ผมไม่อยากให้รบกัน อยากให้บ้านเมืองสงบสุข

ราชบดินทร์ : อืม ครับ ที่รบกันเพราะประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล หรือเพราะเรื่องขึ้นทะเบียนมรดกโลกครับ

พี่แท็กซี่ : แต่ปราสาทก็เป็นของขเมรแล้วนี่ครับ ศาลโลกตัดสินมานานแล้วนี่ครับ

ราชบดินทร์ : อืม ครับ แต่เขารบกันเพราะพื้นที่โดยรอบที่ยังเป็นข้อขัดแย้งนะครับ ไม่ใช่แย่งตัวปราสาทกัน เรื่องปราสาทจบไปนานแล้วน่ะครับ

พี่แท็กซี่ : อ้าว ปราสาทกับพื้นที่โดยรอบไม่ใช่หรือครับ

ราชบดินทร์ : ศาลตัดสิน เฉพาะตัวปราสาทครับ อำนาจอธิปไตยเหนือซากปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชาครับ ไม่ใช่พื้นที่ที่ทับซ้อนกันครับ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรน่ะครับ ที่ยังมีปัญหา หรือพี่คิดว่าเราควรยกให้เขาดีครับ จะได้ตัดปัญหาไป

พี่แท็กซี่ : มันไม่ขนาดนั้นมั๊งพี่ น่าจะคุยกันได้

ราชบดินทร์ : เขามีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกัน เพราะถือแผนที่คนละฉบับ ขเมรถือของฝรั่งเศษ เราถือสันปันน้ำ มันเลยทับซ้อนกันอยู่ แล้วขเมรก็ไม่เจรจา ทั้งๆ ที่มีการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมกันมานานแล้ว ช่วงหลังๆ ที่ขึ้นมรดกโลกนี่ เขมรรุกรานอย่างเดียว ยกกองทัพมา แล้วโจมตีชายแดนไทย เราตอบโต้ ก็ควรแก่เหตุแล้วนะครับ ถ้าจะให้ไม่เกิดสงคราม เราคงต้องยอมให้เขาโจมตี โดยไม่ตอบโต้ ใช่ไหมครับ

พี่แท็กซี่ : ก็ดูแล้วฮุนเซนไม่อยากคุยกับประชาธิปัตย์

ราชบดินทร์ : ครับ ผมว่าไม่ว่าคุยกับใคร พรรคไหน ถ้าเป็นคนไทย และไม่ยอมเสียอธิปไตยของเราให้ขเมร ก็มีปัญหาหรือเปล่าครับ ไม่ว่าใคร พรรคไหน ยกเว้นว่าอยากจะยกดินแดนให้เขา เขาจะได้พอใจ แล้วพี่ว่ายกดินแดนให้เขา โอเคไหมล่ะครับ ไม่เยอะหรอกครับ แค่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พวกเราจะได้สงบสุข ไม่มีปัญหาชายแดนกับกัมพูชา

พี่แท็กซี่ : ??? (ถึงออฟฟิศพอดี พี่เขาก็เลยไม่ได้ตอบคำถามผม)

 

แล้วความจริงในเรื่องนี้มันป็นอย่างไร?

ภาพแสดงเขตแดนและพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร

จากแผนที่ด้านบน ก่อนที่ปัญหาเขาพระวิหารจะเป็นคดีเข้าสู่ศาลโลก ไทยถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา คือ เส้นสีแดง โดยแบ่งตามแนวสันปันน้ำ ส่วนกัมพูชาถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทย คือ เส้นสีน้ำเงิน แต่เมื่อคดีเข้าสู่ศาลโลก และศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร (แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดน) รัฐบาลไทย มีมติ ครม.ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ปรับเส้นเขตแดนใหม่ เป็นเส้นสีเหลือง ดังนั้น จะเห็นว่ามีพื้นที่ในรูป ที่อยู่เหนือเส้นสีหลือง ไปชนกับเส้นสีน้ำเงิน ที่ทั้งสองประเทศอ้างอธิปไตยบนพื้นที่นั้น ถือเป็นพื้นที่ทับซ้อน และขัดแย้งกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ศาลโลกได้ระบุว่า “ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” และ “ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนทหาร หรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษา หรือผู้ดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำ อยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา” ไทยจึงต้องตีความคำพิพากษา ของศาลโลกคำว่า “ในบริเวณใกล้เคียง” ตามความเห็นของตัวเอง เพื่อจะมอบดินแดนส่วนนั้นให้กัมพูชา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้

"บริเวณใกล้เคียง" ตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๐๕

“บริเวณใกล้เคียง” ตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๐๕

หลังจากการประชุมหลายครั้ง กระทรวงมหาดไทยก็กำหนดอาณาเขตที่จะคืนดินแดนให้กัมพูชา โดยเริ่มจากด้านตะวันออกจากจุดใต้ช่องบันไดหักลงมา ๒๐ เมตร แล้วเล็งเป็นเส้นตรงไปทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อยจนถึงบันไดนาค ห่างขั้นบันไดขั้นแรกลงมา ๒๐ เมตร และจากจุดกึ่งกลางของบันไดนาค เล็งไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อย แล้วลากตรงขึ้นไปจนจดหน้าผา ให้ห่างตัวปราสาท ๑๐๐ เมตร เป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู ซึ่งรวมเนื้อที่แล้วไม่เกิน ๑๕๐ ไร่ เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทและบริเวณใกล้เคียงตามคำพิพากษาของศาลโลก

ข้อมูลอ้างอิง

๑. ทนายเบิ้ม, เขาพระวิหาร คำบอกเล่าของผู้ที่ไปศาลโลก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช – พันเอกพูนพล อาสนะจินดา, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ (http://www.oknation.net/blog/hardcorelawyer/2010/08/08/entry-2)
๒. ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย, เขาพระวิหาร, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ (http://politicalbase.in.th/index.php/เขาพระวิหาร)
๓. นักข่าวอาสา, กรณีขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ (http://www.oknation.net/blog/print.php?id=274487)

 

Tags: , , , , , ,