น้ำท่วม ๒๕๕๔ ในหมู่บ้านปาริชาต

เช้าวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเช้าวันเสาร์ที่ไม่แจ่มใส และไม่ร่าเริง เหมือนวันเสาร์ที่ผ่านๆ มา หลังจากที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำมาแรมเดือน และสถานการณ์ล่าสุด ดูจะแย่เอามากๆ เพราะช่วงสองสามวันก่อนหน้านี้ ระดับน้ำในคลองสี่หน้าหมู่บ้าน ขึ้นสูงเร็วมาก และก็เป็นไปอย่างที่กังวลจริงๆ เมื่อเดินออกมาจากบ้าน เพื่อไปวัดระดับน้ำตามปกติ เหมือนที่ทำมาทุกวัน ปรากฏว่าวันนี้เห็นน้ำท่วมในระดับไม่เกินตาตุ่ม เข้ามาในซอยบ้าน เมื่อเดินออกไปดูก็พบว่าน้ำทะลัก ทะลุจากกำแพงหมู่บ้านที่อยู่บริเวณวงเวียน ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีบ้านคน

สถานการณ์น้ำในตอนนั้น ดูไม่รุนแรงมาก แต่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง เพราะระดับน้ำสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตอนสายๆ บริเวณวงเวียน น้ำสูงเกินตาตุ่ม ลูกบ้านหลายๆ คน ไปช่วยกันอุดรูรั่ว ซึ่งก็ไม่สามารถจะอุดได้ แต่สามารถชะลอน้ำที่ทะลักเข้ามาได้ และมีการตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำในพื้นที่นี้เอาไว้ ในช่วงนี้เอง ที่กำนันสมพงษ์เข้ามาดูในหมู่บ้านและแจ้งให้ทราบว่า เมื่อคืนน้ำมาเยอะมาก ทั้งบริเวณด้านหน้าในคลอง และด้านหลังหมู่บ้าน ในหมู่บ้านข้างๆ น้ำก็ทะลักเข้าไปทุกหมู่บ้านเช่นเดียวกัน ทำให้ประธานหมู่บ้านเรียกประชุมลกบ้านที่เหลืออยู่ทันที ในเวลาเก้าโมงเช้า ที่สโมสรของหมู่บ้าน

น้ำท่วม ๒๕๕๔ ในหมู่บ้านปาริชาต

ผมเองคาดหวังมาตรการณ์ในการรับมือ ทั้งน้ำที่ทะลักเข้ามาในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา และมาตรการณ์ในระยะถัดไปจากที่ประชุม แต่เป็นอันต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่มีเสียงของคนมีฐานะร่ำรวยในหมู่บ้าน และอยู่ในพื้นที่สูงของหมู่บ้าน เสนอว่า ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ให้ต่างคน ต่างกลับไปป้องกันบ้านของตัวเอง ทั้งๆ ที่หลายๆ คนพร้อมจะร่วมมือ ร่วมใจ ในการรักษาหมู่บ้าน ในเวลานั้น ผมไม่คิดว่าใครจะคิดว่าไม่ท่วม เพราะน้ำเริ่มท่วมแล้ว แต่ผมคิดว่าเราควรจะรับมือ เพื่อให้เราสามารถอยู่กับน้ำได้ โดยสูญเสียน้อยที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน แต่ดูเหมือนเสียงเพียงไม่กี่เสียง ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป นั่นคือ แปลความได้ว่า "ตัวใคร ตัวมัน"

ผมกลับมาที่บ้าน และเริ่มปิดบ้าน ยิงซิลิโคนตามหน้าต่าง จากการประมาณการณ์ ถ้าการเพิ่มของระดับน้ำ อยู่ในอัตราเร็วเช่นนี้ เรายังมีเวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งถึงสองวัน แต่เพื่อความไม่ประมาท เตรียมการอพยพก่อนเลย โดยการแบ่งงานกับเก๋ และโทรไปหาอ๋อ (น้องสาว) เพื่อบอกเวลาที่จะอพยพ ซึ่ง ณ ตอนนั้น คาดว่าจะอพยพวันรุ่งขึ้น ในขณะที่กำลังปิดหน้าต่างบ้านด้านนอก สังเกตเห็นว่าระดับน้ำสูงขึ้นเร็วมากกว่าที่คิด เพียงแค่ช่วงเที่ยงระดับน้ำที่หน้าบ้าน จากที่ไม่มีในช่วงเก้าโมงเช้า ปรากฏว่าสูงเกินตาตุ่ม ซึ่งแปลกมาก และเมื่อเดินออกไปดูหน้าหมู่บ้าน พบว่าน้ำทะลักจากกำแพง ที่เป็นกำแพงฉลุ ที่อยู่ด้านหน้าหมู่บ้านเข้ามา เพราะคันกั้นน้ำบริเวณข้างหมู่บ้านพัง ทำให้น้ำทะลักเข้าหมู่บ้านในอัตราที่เร็วมาก

น้ำท่วม ๒๕๕๔ ในหมู่บ้านปาริชาต

ช่วงบ่ายสอง พบว่าน้ำสูงในระดับเกินครึ่งแข้งที่หน้าบ้าน และมีคนทยอยขนของอพยพออกจากหมู่บ้านเป็นระยะ ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนเป็นอพยพทันที เพราะถ้าระดับน้ำเพิ่มเร็วขนาดนี้ น้ำจะเพิ่มอยู่ในระดับเอวได้เพียงครึ่งคืน ซึ่งจะลำบากมากต่อการอพยพ เพราะนอกจากคน ยังมีน้องหมาอีกสี่ตัว ในช่วงเย็น ผมเดินไปติดต่อป้าที่รับเก็บค่าส่วนกลาง ปรากฏว่าก็ถูกโยนให้ไปติดต่อกับประธานหมู่บ้านเอง เดินไปบ้านประธานฯ ก็ไม่อยู่ ตอนนั้นเลยตัดสินใจโทรหากำนันสมพงษ์ ซึ่งแกเป็นอดีตกำนัน แต่ลูกชายแกเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ในขณะนั้น กำนันอยู่ในห้างสรรพสินค้ากำลังซื้อของ แต่ก็บอกว่าจะรีบกลับมารับในอีกชั่วโมง ไม่เกินสองชั่วโมง

ประมาณครึ่งชั่วโมง ผู้ใหญ่โทรมา บอกว่ากำนันบอกให้มารับ และนัดเวลากันว่าจะมารับอีกหนึ่งชั่วโมง ตอนนั้นทุกอย่างต้องรีบและรนไปหมด เพราะเราไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ถัดจากนี้ บ้านหลังนี้จะต้องเจอกับอะไร มากน้อยแค่ไหน เราพยายามทำอย่างดีที่สุด ที่จะป้องกันบ้าน สำหรับหลายๆ คนบ้านอาจจะไม่มีชีวิต เป็นสิ่งของ เป็นสถานที่ ทิ้งได้ แต่สำหรับเรา บ้านหลังนี้มีความหมายมาก บ้านคือส่วนหนึ่งของครอบครัว การปล่อยให้บ้านต้องถูกน้ำท่วม ถือเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจ และยากจะทำใจ แต่ในสถานการณ์นี้ จำเป็นต้องอพยพจริงๆ

หลายคน แอบสมน้ำหน้าว่า ไหนบอกว่าจะสู้ แล้วออกมาทำไม ซึ่งก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะยากที่จะอธิบายให้เข้าใจ ซึ่งได้เคยบอกไปว่า ขออยู่ช่วยหมู่บ้าน อยู่เพื่อป้องกันบ้านให้ดีที่สุด จนไม่ไหวแล้วจึงจะออกไป เนื่องจากสิ่งที่ขอมาตลอด จากภาครัฐ คือ ข้อมูลจริงๆ ว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร มาทางไหน มาแค่ไหน เรื่องไม่ท่วม ไม่ได้คิด แค่คิดว่าจะมาแค่ไหน ในใจคิดเพียงว่าถ้าน้ำท่วมแค่ครึ่งแข้งจริงๆ ก็น่าจะอยู่ได้ ลำบากหน่อย แต่อยู่ได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้ทั้งเรา และหมาอีกสามตัวจะลำบากมาก และอาจจะอันตรายเกินไป เพราะข้างบ้านเป็นบ้านร้าง ณ จุดที่ตัดสินใจอพยพทันที ตอนนั้นหน้าบ้าน น้ำกำลังใกล้หัวเข่า ซึ่งเลยจุดตัดสินใจ และคิดว่าตัดสินใจได้ถูก เพราะ ณ ตอนที่ออก น้ำที่หน้าบ้าน สูงในระดับหัวเข่า และกำลังเพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าออกสายไปกว่านี้ จะไม่สามารถใช้รถกระบะยกสูงได้ ต้องเป็นเรือ และตอนนั้น ยังไม่มีเรื่อให้บริการ ทั้งค่าใช้จ่าย และความทุลักทุเล คงหนักหนากว่านี้มาก

คืนนั้นของการอพยพ เป็นไปอย่างทุลักทุเล และเหนื่อยอ่อน ไม่ได้กินข้าวเลยทั้งวัน เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา รถกระบะของผู้ใหญ่มารับที่หน้าหมู่บ้านตามเวลาที่นัดกัน ต้องขนทั้งของ ทั้งคน และทั้งหมา ออกจากหมู่บ้านในตอนกลางคืน ที่สิ้นแสงอาทิตย์แล้ว สภาพที่เห็นสุดท้ายก่อนออกจากหมู่บ้าน น้ำท่วมสูง ทุกพื้นที่ บางพื้นที่ เช่น บริเวณวงเวียนของหมู่บ้าน สูงเกินเข่า รถกระบะขับไปทางถนนพหลโยธิน-คลองหลวง เพราะเป็นเส้นเดียวที่ออกได้ และได้นัดแนะกับอ๋อให้มารับที่ถนนคลองหลวง รถกระบะขับมาเรื่อยๆ หยุดรับคนเป็นระยะ เห็นน้ำใจของผู้ใหญ่ และผู้คน และห็นว่าระดับน้ำในคลองสี่สูงมากจนเกือบเอว ระดับน้ำในถนน เท่ากับระดับน้ำในคลอง และระดับน้ำในทุ่งนา ทุกอย่างเรียบเป็นผืนเดียวกัน ระหว่างทางรั้วสังกะสีของหลายบ้านหลุดพังออกมา หลายบ้านต่อเพิงให้สูงพ้นน้ำ สำหรับพักพิงชั่วคราว ศาลารอรถ กลายเป็นที่พักของมอเตอร์ไซค์และหลายๆ คน ดูเหมือนว่า น้ำท่วมคราวนี้ ไม่มีใครในคลองสี่ ที่จะรอดพ้นเลยจริงๆ

 

 

Tags: , , , ,