น้ำท่วมหมู่บ้านปาริชาต คลองสี่

"จะอพยพเมื่อไหร่?" เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยๆ จากหลายๆ คนที่รู้สึกเป็นห่วง และเป็นคำถามที่ไม่เคยได้คำตอบที่ชัดเจนเลยสักครั้ง นอกจากจะได้แค่คำเปรยๆ ว่า "ขอลองสู้สักตั้ง" พอถามบ่อยๆ แล้วได้คำตอบเดิมๆ หลายๆ คนก็เริ่มล้า และไม่ถามอีก ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าดื้อรั้น ดันทุรัง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในวินาทีนั้น ผมไม่มีเวลามาสาธยายว่าทำไมผมถึงคิดเช่นนั้น ทำไมถึงบอกว่าขอลองสู้ต่อๆ ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ ก็รู้สึกกลัว และรู้ว่าสู้ภัยอันใหญ่หลวงนี้ไม่ได้

ความจริง ประเด็นหรือเหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ หาใช่การสู้ได้หรือไม่ได้ แต่หากเป็นความต้องการที่จะมีโอกาสได้เผชิญกับสถานการณ์ มีโอกาสที่ได้ลองใช้ความสามารถของตัวเอง ทั้งกำลังกายที่มีไม่เยอะ แต่สามารถขนกระสอบทรายมาเรียง ๓ ชั้น ปิดหน้าประตูบ้านได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง อีกทั้งกำลังใจ ที่ต้องเผชิญกับภาวะทดท้อ ถดถอย ทั้งเนื่องจากการขาดข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ และเหมาะสม มีเพียงรายการของ อ.เสรี ในช่องไทยพีบีเอสยามค่ำ เท่านั้นที่พอจะฟังเป็นข้อมูลได้ นี่ไม่นับรวมข่าวลือนานับประการจากผู้รู้วงใน ที่แฝงตัวมาเป็นพ่อค้า แม่ค้า และคนซื้อของในตลาดนัดตอนเย็น

น้ำท่วมคลองสี่

การอพยพ หนีภัย ออกจากจุดนี้ไปนั้นง่าย แค่คิดและตัดสินใจแล้วเริ่มได้เลย แต่การที่จะมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับปัญหานั้นเป็นโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่บ่อยนัก และไม่แน่ใจว่าพอแก่กว่านี้จะอยากให้ปัญหาทำนองนี้เข้ามาในชีวิตอีกหรือไม่ แต่ที่รู้ตอนนี้ คือ เวลานี้ พอจะมีแรงกาย แรงใจ และแรงความคิด พร้อมที่จะลองเผชิญปัญหา ถึงแม้ในชีวิตจะไม่เคยเจอน้ำท่วมเลย แต่ก็ไม่เสียหลายที่จะลองดู เพื่อจะได้รู้จริง อีกทั้งผมคิดว่าเราจะมาหนีทุกปัญหาไม่ได้ แต่ต้องอยู่ เพื่อรับรู้ คิด วิเคราะห์ วางแผนเพื่อรับมือกับปัญหานั้นอย่างมีสติ และเต็มกำลัง ในขณะที่กระบวนการประเมินความเสี่ยง ต้องมีอยู่ตลอด ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่รับมือได้ รับมืออย่างไร และต้องรู้ว่าเมื่อไหร่เริ่มรับมือไม่ได้ ต้องถอย ไม่สู้แบบดันทุรัง หัวชนฝา บ้าบิ่น และขาดสติ เพราะอาจจะนำมาซึ่งหายนะของการแก้ปัญหาได้

ผมคิดว่า นี่คือโอกาสที่ดี ที่จะได้เรียนรู้ ได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ที่หลายคนอาจจะไม่เคยสัมผัส ได้ลองเผชิญปัญหา และลองแก้ปัญหา ส่วนจะได้ หรือไม่ได้ นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้รับรู้ คิด และตัดสินใจทำอะไรอย่างมีสติรู้ตัว ผมยังนึกเสียใจว่า ไม่สามารถรอดูวินาทีที่น้ำเข้าบ้าน เพื่อที่จะรู้ว่ามันเข้ามาทางไหน เข้าอย่างไร ถ้าคราวหน้าจะต้องเจอกับปัญหานี้อีก อย่างน้อยที่สุด ผมก็มีภูมิคุ้มกันอีกระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เริ่มคิดจำลองแล้วว่า ถ้าน้ำจะมาอีก จะทำอะไรก่อน และหลังอย่างไร ทรัพยากรในบ้านจะถูกนำมาใชอย่างไร จะอพยพน้องหมาไปก่อนอย่างไร และที่สำคัญอยากที่สุด เพื่อตอบคำถามคาใจ และเพื่อที่จะเรียนรู้ว่า น้ำเข้ามาในบ้านโดยที่เราไม่ได้เชื้อเชิญได้อย่างไร

สุดท้ายนี้ ขออนุญาตขอบคุณทุกๆ ท่านที่เป็นห่วงเป็นใย ญาติพี่น้อง คนใกล้ตัว เพื่อนพี่น้องที่ร่วมงาน ลูกศิษย์ คนรู้จัก และหลายๆ ท่านที่ส่งเสียงตามสายจากแดนไกล เพื่อนๆ พี่ๆ และหลายๆ ท่านที่เคารพในสังคมออนไลน์ ผมคงตอบแทนทุกท่าน ด้วยการเล่าประสบการณ์ ณ ช่วงเวลาวิกฤตินั้น สู่กันฟัง เป็นทั้งความรู้ ข้อคิด และข้อมูลที่หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านในอนาคตบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

 

Tags: , , , , ,