เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ได้เข้าไปฟังอาจารย์บุญเลิศบรรยายเรื่องเกี่ยวกับคลังภาพดิจิทัล ซึ่งในตอนท้ายก็ได้แลกเปลี่ยนกัน ในประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง นั่นคือประเด็นของมาตรฐานรูปแบบข้อมูลดิจิทัล ซึ่งอาจารย์บุญเลิศก็เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้มีปัญหาในประเด็นนี้อย่างไร ซึ่งผมก็รับปากว่าผมจะมาแลกเปลี่ยนความคิดของผม ในฐานะของคนธรรมดาคนหนึ่ง หาใช่ความคิดของหน่วยงานไม่ ซึ่งแน่นอนครับ ผมเลือกที่จะพูดประเด็นนี้ผ่านบล็อกของผม เนื่องจากคิดว่าประเด็นแบบนี้ เป็นประเด็นพื้นฐาน ที่มีประโยชน์ต่อทุกๆ คน ทุกๆ องค์กร ที่กำลังดำเนินการ หรือมีแผนว่าจะดำเนินการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดเก็บ จัดการ และเผยแพร่องค์ความรู้ของตนในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งนะครับว่านี่คือข้อคิดเห็นส่วนตัว ดังนั้น ที่ถูกคือ ท่านอ่านแล้วคิดตาม พิจารณาเหตุและผลที่ผมเล่าให้ฟัง แล้วไปคิดและตัดสินใจเอาเอง และบทความชุดนี้อาจจะมีหลายตอนครับ น่าจะไม่เกิน 3 ตอน อยากพูดทีละประเด็น ตามลำดับ จะได้ไม่เปรอะไปหมด ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว ขอเชิญอ่านเนื้อหาในตอนที่ 1 ที่ผมให้ชื่อตอนว่า “เข้าใจคำว่ามาตรฐานกันก่อน”

ที่เลือกพูดประเด็นนี้เป็นประเด็นแรก เพราะก่อนจะไปทำมาตรฐานใดๆ ด้วยวิธีการใดๆ คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามาตรฐานนั้นควรจะมีลักษณะอย่างไร พูดง่ายๆ คือ ควรจะเห็นภาพของผลลัพธ์ที่จะออกมา ก่อนเริ่มทำงาน ไม่อย่างนั้นคุณจะเริ่มมั่วเรื่อยๆ เพราะพอลงไปลึกๆ ข้อมูลจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีหลากความเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เป๋ไปเป๋มา ดังนั้น กรอบคิดต้องชัด ซึ่งมาตรฐานในความคิดผมควรจะ

1. มีกรอบของการใช้งานที่ชัดเจน ก่อนจะกำหนดมาตรฐาน ต้องกำหนดกรอบก่อนครับว่า มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานสำหรับอะไร หรือสำหรับใช้งานอะไร เช่น มาตรฐานของข้อมูลสำหรับการเผยแพร่บนเว็บไซต์, มาตรฐานของรูปภาพสำหรับการนำเสนอผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ต้องย่อยขนาดนี้ก็ได้นะครับ แต่ต้องเห็นกรอบการใช้งานมาตรฐานชัด ไม่ควรเป็นมาตรฐานแบบครอบจักรวาล เพราะจะครอบคลุมกว้างเกินไป และหลากหลายเกินไป

2. มาตรฐานต้องไม่ยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่ง ผมว่ามันแปลกถ้าจะบอกว่ามาตรฐานนั้นถูกออกแบบมา โดยอ้างอิงซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์เฉพาะ จะต้องเป็นยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง มาตรฐานข้อมูลเรากำลังพูดถึงรูปแบบโครงสร้างในระดับพื้นฐาน ซึ่งควรจะสามารถทำงานได้บนซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ประเภทเดียวกัน แต่ต่างยี่ห้อกัน แต่ถ้าถามว่าแล้วจะออกแบบมาตรฐานบนซอฟต์แวร์เฉพาะได้ไหม คำตอบก็คือ ไม่มีใครบอกว่าผิด แต่แน่นอนว่ามาตรฐานนั้น อาจจะไม่สามารถนำมากำหนดได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ แต่ถ้าเป็นงานระดับกรอบคิดในระดับประเทศ ก็ควรจะเปิดกว้างว่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ที่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นๆ  จะมีความหลากหลาย บ้างก็เป็น Commercial Software บ้างก็เป็น Open Source Software ซึ่งมาตรฐานก็ควรจะสามารถทำงานได้บนความแตกต่างนั้น

3. มาตรฐานต้องมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ที่ว่ายืดหยุ่นคือ ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่เริ่มมีอินเทอรืเน็ตใหม่ๆ และเริ่มมีการพัฒนาเว็บไซต์ หรือการนำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบ Hyper Media คือ มีการใช้สื่อหลายๆ ชนิดมาใช้ในการนำเสนอข้อมูล ซึ่งในตอนนั้น ทุกคนที่ทำเว็บจะถูกสอนหรือได้รับความรู้จากคู่มือต่างๆ ทั้งไทยและเทศ ว่าไฟล์รูปภาพที่นำเสนอผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ควรจะมีความละเอียด (resolution) ที่ 72 dpi เนื่องจากอุปกรณ์ในการแสดงผลหลัก ซึ่งก็คือจอภาพ แสดงรายละเอียดกราฟฟิกได้ไม่เกิน 72 dpi แต่ถ้าถามว่าแล้วสามารถนำเสนอไฟล์ที่มีความละเอียดสูงกว่า 72 dpi ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ไม่มีปัญหา แต่ผู้ชมจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง อีกทั้งความเร็วของอินเทอร์เน็ตในสมัยนั้น เรากำลังพูดถึงการเชื่อมต่อโดยใช้โมเด็มความเร็วไม่เกิน 56 kbps ดังนั้น มาตรฐานเป็นข้อกำหนด หรือข้อแนะนำให้ใช้ขนาดที่เหมาะสม หรือสมดุลระหว่างความเร็วและคุณภาพ ซึ่งถ้าปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนไป จอภาพอาจจะแสดงผลได้สูงขึ้น แต่ก็ควรจะมีการทดลองให้ประจักษ์ และกำหนดเป็นมาตรฐานที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะต้อเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมาตรฐานก็ควรจะยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน

4. ชัดเจนในเนื้อหาของมาตรฐานว่า เป็นข้อกำหนดที่จะต้องทำ หรือเป็นคุณภาพขั้นต่ำ หรือเป็นคำแนะนำ

ในตอนหน้าผมจะมาพูดต่อถึงความคิดของผม ต่อวิธีการหรือกระบวนการในการกำหนดมาตรฐานข้อมูลครับ

 

Tags: , , , , , ,