Korea Police Station

นานเกือบสองชั่วโมงที่เก๋หายเข้าไปใน "ดงฮวาดิวตี้ฟรี" ซึ่งถ้าหายนานไปกว่านี้ ก็ว่าจะไปแจ้งคนหายที่สถานีตำรวจที่อยู่ไม่ไกลนัก ทันใดนั้น เก๋ก็เดินกลับมาพร้อมกับหน้าเครียด คิ้วติดกัน สอบถามได้ความว่า เครียดจัด เพราะจ่ายเงินไปเยอะ จนกระเป๋าเงินเบาไปถนัดตา แต่เอ๊ะ จริงๆ แล้วก็ได้ของมาไม่ใช่รึ? เครียดไมเนี่ย กระเป๋าเบา แต่ของที่หอบหิ้วของพะรุงพะรัง นี่สิ มากซะจนเป็นที่น่าตกใจ เพราะเราเหยียบถิ่นกิมจิยังไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงเลย ก็เล่นช็อปซะราวกับว่าห้างนี้มันจะล่มสลาย ปานประหนึ่งคนแย่งเติมน้ำมันในวันก่อนน้ำมันขึ้นยังไงยังงั้น พักเหนื่อยสักครู่ เติมพลังด้วยช็อคโกแล็ตร้อนอีกแก้ว แล้วเราก็ได้เวลากลับไปเช็คอินที่ที่พัก ซึ่งก็ไม่ยาก เพียงแค่เดินย้อนกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าสาย ๑ ที่สถานีซิตี้ฮอล ตรงสู่สถานีกูโร่ แล้วเดินข้ามถนน เดินขึ้นเนินอีกแป๊บก็ถึงที่พักเรียบร้อย

Daelim Residence, Seoul, South Korea

ใช้วิธีการเดิม คือการโทรศัพท์ไปหาผู้จัดการ สักพักก็มีคนมาพาไปส่งที่ห้อง พร้อมแนะนำการใช้กุญแจแบบจิ้ม คือ จิ้มจริงๆ เป็นแท่งๆ จิ้มจ่อไปที่ประตู แล้วก็จะมีเสียงปิ๊ด ปลดล็อก ก็เข้าไปได้เลย อย่างไฮเทคครับ เข้าไปแล้วสิ่งแรกที่ทำก็คือวางกระเป๋า เพื่อหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แย่งกันถ่ายราวกับว่าห้องนั้นเป็นสถานที่เที่ยวชื่อดังในเกาหลี หรือเป็นห้องที่ไม่เคยเห็นในชีวิตมาก่อนก็มิปาน ในห้องเมื่อเข้ามา และมองตรงไป จะเห็นมี LCD TV แบบ FullHD แปะติดผนังด้านขวามือ เลยจากทีวีไป เป็นโต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โดยมีจอแบนขนาด 17 นิ้ววางอยู่บนโต๊ะ มีกล้อง Webcam ติดอยู่เหนือจอ มีรีโมททีวีวางบนโต๊ะติดกับเราน์เตอร์เล็กๆ และเก้าอี้ที่นั่งแล้วสบายมากๆ อยู่ด้านหน้าโต๊ะ มองเลยไปจะเป็นโต๊ะนั่งริมหน้าต่าง พร้อมเก้าอี้สีขาวสองตัว มีกล่องทิชชู่ และกระจาดใส่กาแฟ พร้อมขนมวางอยู่บนโต๊ะ ทางซ้ายมือจะเป็นเตียง พร้อมที่นอนขนาด ๕.๕ ฟุต มีหมอน ๒ ใบ ผ้าห่มสีขาว และผ้าคลุมลายม้าลาย  ส่วนพื้นจะเป็นพื้นที่ปูด้วยกระเบื้องยางลายไม้ โทนสีดูอบอุ่น

Daelim Residence, Seoul, South Korea

ทางซ้ายมือใกล้กับประตูทางเข้า จะเป็นประตูห้องน้ำ ขนาดไม่ใหญ่นัก ไม่มีอ่างอาบน้ำ แต่มีบูธแก้วสำหรับกั้นโซนอาบน้ำ ถัดจากห้องน้ำมาทางเตียงนอน มีชุดครัวที่มีซิงค์ล้างจาน เตาไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง และกาน้ำร้อนวางอยู่บนท็อป ด้านล่างของท็อปจะเป็นตู้เก็บจาน ลิ้นชักเก็บช้อน และเครื่องซักผ้า ทางขวามือของชุดครัว จะเป็นหน้าต่างบานเล็กให้มองวิวมุมสูง  ที่ผนังทางด้านที่ติดโทรทัศน์ มีโทรศัพท์ไฮเทคติดอยู่ ไม่เคยใช้เลย อยากลองใช้เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะโทรไปหาใครดี โดยรวมห้องดูไม่แคบเกินไป สะอาดตา มีทีวีจอใหญ่ และคอมพิวเตอร์ให้ใช้ ถึงแม้จะเป็นภาษาเกาหลีก็ตาม ข้อดีของที่นี่อีกประการหนึ่งคือ ที่ชั้นล่างหน้าประตูทางเข้า จะมีโทรศัพท์ที่เราสามารถโทรกลับประเทศได้ฟรี ไม่จำกัดจำนวนครั้งการใช้ เดาเอาว่าน่าจะเป็นโทรศัพท์ผ่านอินเทอรเน็ตหรือเปล่าเนี่ย

Daelim Residence, Seoul, South Korea

Daelim Residence, Seoul, South Korea

หลังจากวางของเสร็จเรียบร้อย เก๋ก็สาละวนกับการตรวจสอบรายการสิ่งของที่ซื้อมา ส่วนผมก็ขอตัวไปเฝ้าพระอินทร์ เพื่อถามเส้นทางไปกินข้าวมื้อเย็น นานประมาณชั่วโมงที่หลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแรกว่าจะเข้าไปเดินในเมืองอีก แต่รู้สึกเหนื่อย ก็เลยตกลงเห็นดีพร้อมกันว่าจะเดินไปหาอะไรกิน พร้อมสำรวจบ้านเมืองชาวเกาหลีในระแวกใกล้ๆ โดยเดินไปคนละเส้นทางกับที่ไปสถานีรถไฟฟ้ากูโร่ แสงตะวันเริ่มน้อยลง จนเข้าสู่ความมืดของยามค่ำ อากาศเริ่มเย็นลง ในขณะที่แสงไฟตามร้านรวง บ้านเรือน และท้องถนนเริ่มสว่างไสวขึ้น กะเหรี่ยงจากประเทศไทยสองคนยังคงเดินหาอาหารกิน ราวกับถูกปอบเข้าสิง ร้านอาหารส่วนใหญ่ในละแวกนั้น จะเป็นร้านบ้านๆ หรือร้านที่คนท้องถิ่นรับประทานจริงๆ ซึ่งผมก็อยากกิน เพราะไปที่ไหนก็อยากกินอาหาร ที่คนท้องถิ่นนั้นกินเป็นปกติมากกว่าอาหารในภัตตาคารที่ถูกปรับแต่ง

Sam Gyeob Sal Resturant

ปัญหาก็อยู่ที่การสื่อสารระหว่างคนกินอย่างเรา และคนขาย ซึ่งโดยทั่วไป ร้านที่เราจะเข้านั้นจะต้องมีเงื่อนไขหลักคือ มีรูปภาพให้เราชี้ หรือมีภาพที่ทำให้เราได้ว่ากำลังจะกินอะไร ภาษาอังกฤษนั้น ต้องเรียนว่าเก็บพับเอาไว้เลย ใช้นิ้วนี่แหละครับ ชี้เข้าไปอยากกินอะไร ถ้าร้านอาหารตามสถานที่ ที่เป็นที่ท่องเที่ยว หลายๆ ร้านจะจัดเมนูมาให้เป็นภาพเลย เราก็เปิดดู แล้วก็ชี้เอา อาหารมาจริงๆ เหมือนมั่งไม่เหมือนมั่งก็เป็นธรรมดา เราเดินหาร้านที่มีรูปภาพประกอบการกินของเราอยู่นาน เดินวนอ้อมไป ตามแสงไฟ ตรงไหนมีไฟสีๆ ประดับอยู่หน้าอาคาร แสดงว่านั่นน่าจะเป็นร้านอาหาร ส่วนใหญ่เราจะหาสีเหลืองครับ

Korean Food

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เดินหาร้านอาหาร รู้แต่ว่าเดินจนหน้าชา ด้วยความหนาวเย็นของอากาศ นิ้วมือเริ่มเกร็งและขยับยาก ส่วนท้องก็ร้องเพลงคลอไปตลอดทางด้วยความหิว ในที่สุดเราตัดสินใจเดินออกซ้ายจากเส้นทางหลัก ไปจนถึงสี่แยกหนึ่ง เดินเลยไปสักพัก ถึงแม้ว่าจะสิ้นแสงอาทิตย์แล้ว แต่เราก็ไม่ละความพยายาม จนกระทั่ง เห็นร้านหนึ่งมีไฟสีเหลืองๆ และมีรูปเนื้อสัตว์ มองเข้าไปในร้านเห็นท่อดูดควันหย่อนลงมาที่โต๊ะนั่งกับพื้น พร้อมกับฐานเตา ก็คิดว่าที่นี่ต้องเป็นร้านเนื้อย่างแน่ๆ เอาล่ะวะ เนื้อย่างมันก็คือเนื้อย่างล่ะ ถึงแม้ไม่มีเมนูเป็นภาพ ตามข้อกำหนดของเรา แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะยาก ตอนนี้ลูกค้าคนอื่นก็ยังไม่มี น่าจะมีเวลามั่วกันได้นาน ตั้งใจว่าถ้าไปไม่ถูก ก็จะบอกว่า "Pork" แล้วร้องอู๊ดๆ คิดได้แล้วก็เอาเลยละกัน

Korean Food

เมื่อเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านผู้หญิงก็เดินมาต้อนรับ พร้อมใส่ภาษาเกาหลีเข้ามาชุดใหญ่ เราไม่พูดพร่ำทำเพลง ตอบกลับไปทันทีว่า "Pork" แล้วเดินไปชี้ที่ตู้เนื้อสัตว์ แล้วทำท่ากิน ตอนนั้นตื่นเต้นเลยไม่ได้ร้องอู๊ดๆ ออกไป เจ้าของก็ดูรู้เรื่อง พยักหน้า ว่าแล้วก็มานั่งที่โต๊ะ ที่นี่ไม่มีเมนูแบบแผ่นๆ หรือภาพ แต่เป็นเมนูบนกระดานติดผนัง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภาษาเกาหลีล้วนๆ ที่อ่านออกคือราคา เพราะเป็นตัวเลข และตัวเลขที่ดูเหมือนจะเป็นน้ำหนัก เราก็เลยเดินไปชี้ที่เมนู แล้วถามเป็นภาษากายโดยชี้ที่ตัวเราสองคน วนที่ท้อง แล้วชี้ไล่เมนูถามสั้นๆ ว่า "Which one, for two" แล้วเอามือชี้วนไปวนมาระหว่างเมนู กับท้องของเราสองคน

Korean Food

เจ้าของก็ดูเข้าใจ พยักหน้า แล้วชี้รายการแบบเรา คือไม่ชี้ที่รายการใดรายการหนึ่ง แล้วพูดซ้ำๆ ว่า "Uh two two ok" สื่อสารกันจนบอร์ดแสดงรายการอาหารแฉะไปด้วยน้ำลาย ในที่สุดก็ได้ความว่ารายการอาหารด้านบนที่น้ำหนักประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ กรัมนั้นเป็นเนื้อวัว เราก็เลยโอเค เขาก็โอเค กำลังกลับไปทำ เราก็คิดว่าเอ๊ะ แล้วมันจะอิ่มไหม มองไปที่บอร์ดอีกที เห็นรายการที่บอกว่า ๑ กิโลกรัม แล้วราคาประมาณ ๓๘,๐๐๐ วอน ก็เลยลองถามดู ได้ความว่าเป็นเนื้อหมู เราเลยขอเปลี่ยน และไม่ลืมจะย้ำว่าอันเดิมไม่เอา เอาอันนี้อันเดียว ไม่อย่างนั้นจะงานเข้าเมือนเมื่อหลายปีก่อนที่ซูวอน ที่พบว่ารายการที่ไม่เอา และรายการที่เอามาคู่กัน กินกันจนท้องแทบจะแตก เกือบตาย

Korean Food

มารู้ทีหลังว่าเมนูนี้เรียกว่า ซัม กยอบ ซัล (sam gyeob sal) คือเนื้อหมูสามชั้นย่าง งานนี้ไม่มีพลาด อาหารมาถูกต้อง เริ่มต้นจากกิมจิและเครื่องเคียงนานาชนิด ที่กินเครื่องเคียงก็ต้องบอกว่าอร่อยมากแล้ว พอเนื้อหมูมาถึง แทบตกใจ เพราะเขียงเบ่อเร่อ แต่ก็ตั้งใจแล้วว่าจะกินไม่ให้เหลือ เพื่อไม่ให้พี่เจ้าของเขาเสียใจ เจ้าของร้านมาช่วยปิ้ง โดยเอาหมูชิ้นใหญ่ๆ ลงไปปิ้งบนตะแกรงเหล็ก พอสุกประมาณหนึ่ง ก็เอากรรไกตัด ปิ้งต่อจนสุก และคัดเนื้อหมูที่สุกให้เรา การรับประทานก็เอาผักมารอง เอาเนื้อหมูวาง น้ำพริกราด หรือจะเอาเนื้อหมูไปจุ่มเกลือ จุ่มน้ำพริก ก่อนก็ไม่ว่ากัน เอากลีบกระเทียมวาง พับผักให้เป็นคำ แล้วลำเลียงใส่ปาก คำแรกที่กัด ความนิ่มแบบแทบละลายในปากของหมูย่าง ที่ความร้อนถูกสมดุลด้วยความเย็นของผัก ทำให้อุณหภูมิของอาหารกำลังพอดีรับประทาน สั่งข้าวเพิ่มหนึ่งถ้วย มาถ่วงความเลี่ยน อร่อยแบบหาใดเปรียบจริงๆ

Korean Food

พี่เจ้าของปิ้ง เรารับประทาน จนเนื้อหมูพร่องไปเรื่อยๆ รู้สึกเริ่มอิ่ม เมื่อเนื้อหมูเหลืออีกสองชิ้นใหญ่ เราขยับตัวเปลี่ยนท่าเล็กน้อย เพื่อหวังว่าอาหารจะร่วงลงไปใในกระเพาะได้มากขึ้น และสามารถกลับมากินได้อีก เนื่องจากตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ทำให้พี่เจ้าของต้องเสียใจเป็นอันขาด จากอิ่มเริ่มกลายเป็นอิ่มมาก และในที่สุดอาหารมื้อใหญ่จัดเต็มก็หมดลงไป ทั้งอิ่ม อร่อย และมีความสุข คุ้มกับการฝ่าความหนาวมาถึงที่นี่จริงๆ ราคาของอาหารมื้อหนักของเราอยู่ที่ ๓๙,๐๐๐ วอน ที่บวกเพิ่มอีกพันวอนคือ ค่าข้าวหนึ่งถ้วยนั่นเอง

Korean Food

ก่อนออกจากร้าน เก๋ได้รับลูกอมนมสุดอร่อยมาทานเล่น โดยผมกดชาร้อนให้หนึ่งแก้วแก้ติดคอ และกดกาแฟร้อนให้ตัวเองอีกหนึ่งแก้ว เป็นบริการฟรีจากทางร้าน ซึ่งชาอร่อยมาก อยากกดซ้ำ แต่หน้าบางเกินไป เริ่มเกรงใจ เลยคิดว่าเดี๋ยวก่อนกลับเมืองไทยจะมากินชาที่นี่อีกครั้ง เราเดินกลับที่พักอีกทางหนึ่งซึ่งใกล้กว่า ทำให้รู้ว่าที่เดินมาเป็นชั่วโมงตอนเย็นนั้น เดิมอ้อมวงใหญ่ มาถึงบ้าน หนังท้องยังตึงอยู่ ก็ได้เวลาค้นหาข้อมูล และวางแผนสำหรับวันต่อไป ก่อนที่จะพักผ่อนเอาแรง เพื่อพร้อมลุยในวันรุ่งขึ้น

 

 

Tags: , , , , , , , , , ,