ความเหนื่อยสะสมจากการเดินทาง ในช่วงกลางคืนบนเครื่องบิน ทำให้ได้นอนหลับพักผ่อนน้อย และเกิดอาการเพลียสะสม ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยววันแรกของทริปนี้ จะเริ่มต้นเบาๆ ด้วยการไปช็อปปิ้งแบบสบายๆ ชิวๆ แต่ก็มิวายทำให้เกิดอาการอยากนอนขึ้นมา เมื่อหนังท้องตึงเปรี๊ยะ จนแทบปริ จากการกินหมูย่างเกาหลีชุดใหญ่ เป็นอาหารเย็น มาจ๊ะเอ๋กับห้องนอนที่แสนอบอุ่น โดยมีที่นอนกว้างและสะอาด เป็นตัวเร่ง อุหภูมิในห้องตอนนี้ แตกต่างจากอุณหภูมิภายนอกโดยสิ้นเชิง ด้วยความอุ่นจากเครื่องปรับอากาศ และพื้นที่มีระบบทำความร้อน ที่เรียกว่า "ออนดอล"

"ออนดอล" เป็นภูมิปัญญาของชาวเกาหลี ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ระบบดั้งเดิมจะทำงาน ด้วยหินขนาดใหญ่ใต้พื้น ที่ได้รับความร้อนจากเตาเผา ที่ีการออกแบบเส้นทางระบายควันเอาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเรายังสามารถเห็นระบบที่ว่านี้ได้ ตามพระราชวังต่างๆ ในเกาหลี หรือบ้านโบราณ แต่ในปัจจุบันระบบการทำความร้อนที่พื้น จะใช้ความร้อนจากน้ำร้อน ที่ต้มโดยใช้แก๊สหรือไฟฟ้า ไหลผ่านท่อนำน้ำร้อนที่ขดอยู่ใต้พื้น ด้วยเทคโนโลยีนี้ ไม่แปลกใจเลยครับ ว่าทำไมชาวเกาหลีถึงสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางความหนาวอันแสนสาหัสในหน้าหนาวได้

ออนดอลเบื้องหลังระบบพื้นอุ่นของเกาหลี

หลังจากอาบน้ำให้สบายตัว ก็มานั่งวางแผนการเดินทางวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยตั้งใจว่าจะเริ่มต้นที่สถานีรถไฟซิตี้ฮอล ไปดูการเปลี่ยนเวรของทหารรักษาพระองค์ ที่พระราชวังถ๊อกซูกุง ก่อนที่จะเดินเลยขึ้นไปทางจตุรัสควางฮวามุน แล้วไปดูการเปลี่ยนเวรของทหารรักษาพระองค์ ที่พระราชวังเคียงบกกุง แล้วปิดท้ายเมื่อพระอาทิตย์สิ้นแสง ด้วยการไปช็อปปิ้งที่ย่านทงแดมุน เพื่อซื้อของที่อยากได้ และของฝากก่อนกลับบ้าน นั่งวางแผนได้ไม่นาน ก็เริ่มรู้สึกอยากนอนวางแผนบ้าง จนล้มตัวลงไปนอน แต่แล้วยังไม่ทันจะเริ่มนับแกะดี ผมก็ไปเฝ้าพระอินทร์เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับฝันถึงสิ่งดีๆ ที่จะได้เจอในวันต่อไป

The Royal Guards Changing Ceremonyพิธีเปลี่ยนเวรของทหารรักษาพระองค์ที่พระราชวังถ๊อกซูกุง

เช้านี้เราไม่รีบตื่นนัก เพราะเราง่วง เอ๊ย ไม่ใช่ ที่ไม่รีบตื่นนั่นเพราะพระราชวังถ๊อกซูกุง เปิดเวลาเก้าโมงเช้า และพิธีเปลี่ยนเวรของทหารรักษาพระองค์รอบแรก อยู่ในช่วง ๑๑ โมงเช้า หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ก็ขึ้นรถไฟสาย ๑ จากสถานีกูโร่ ไปลงสถานีซิตี้ฮอล ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากมาถึงสถานีซิตี้ฮอลแล้วใช้ประตูทางออกหมายเลข ๒ แล้วทำกลับหลังหัน เดินไปไม่ถึง ๑๐๐ ก็จะพบกับประตู "แทฮันมุน" ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลักของพระราชวังถ๊อกซูกุง และที่นี่แหละครับจะเป็นที่ที่ทหารรักษาพระองค์จะมาทำพิธีเปลี่ยนเวร โดยปกติจะมีทุกวัน วันละสามรอบ ในเวลา ๑๑.๐๐ น., ๑๔.๐๐ น. และ ๑๕.๓๐ น.

Korean Style Roofความงามใต้หลังคาในพระราชวังถ๊อกซูกุง

พระราชวังถ็อกซูกุง (พระราชวังแห่งอายุยืนยาวและมั่นคง) ตั้งอยู่หัวมุมของสี่แยก เยื้องๆ กับศาลากลางกรุงโซล ซึ่งตอนที่ไปเขาปิดปรับปรุงอยู่ เคยไปเมื่อหลายปีก่อน มีฉายหนังกลางแปลงให้ดูในสนามหน้าศาลากลางด้วย อารมณ์สนามหลวงบ้านเราดีๆ นี่เอง พระราชวังถ๊อกซูกุงนี้ มีความโดดเด่นเรื่องกำแพงหินที่สวยงาม ทอดตัวโค้งสอดรับกับถนน เป็นปราการที่กั้นระหว่างความทันสมัย ของอาคารและหมู่ตึกสไตล์ตะวันตก กับพระราชวังที่คงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของชาวเกาหลี และนี่ก็เป็นจุดที่ผมชอบพระราชวังนี้เป็นพิเศษ ที่ได้เห็นความเป็นเกาหลีที่ยังคงอยู่ ท่ามกลางความเจริญรุดหน้า ทั้งรูปธรรมและแนวคิดในแบบตะวันตก ผมเห็นว่าพระราชวังนี้ช่วยเสริมให้ที่นี่ดูมีเอกลักษณ์ ท่ามกลางความหมือนกันของทุกสิ่งโดยรอบ

Small alley beside the  Deoksugung Palaceกำแพงหินที่สวยงามของพระราชวังถ๊อกซูกุง

ในส่วนของความสำคัญทางประวัติาสตร์ของพระราชวังนี้ พระราชวังถ๊อกซูกุงเคยเป็นที่ประทับของเจ้าชายวอลซาน พี่ชายของกษัตริย์ซองจอง ต่อมาได้ใช้เป็นพระราชวังหลัก และเป็นที่ประทับของกษัตริย์โกจอง กษัตริย์องค์ก่อนสุดท้ายของราชวงศ์โชซอน กษัตริย์โกจองทรงประทับอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ตั้งแต่ที่พระองค์ทรงครองราชย์ จนกระทั่งทรงถูกบังคับให้สละราชสมบัติ โดยกองทัพญี่ปุ่นในปี ค.ศ. ๑๘๐๗  หลังจากนั้น พระองค์ยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังนี้ จนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. ๑๙๑๙

Daehanmunประตูแทฮันมุน (Daehanmun) และเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชมพระราชวัง

ถ้าหันหน้าเข้าหาประตูแทฮันมุน ทางด้านขวามือจะเป็นเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชมพระราชวัง ซึ่งบัตรเข้าชมก็มีราคาเพียงแค่ ๑,๐๐๐ วอน หรือประมาณไม่ถึงสามสิบบาทไทย ได้บัตรแล้วก็เดินผ่านประตูเข้าไปไม่ถึงยี่สิบเมตรก็จะข้ามสะพานหินเล็กๆ ชื่อว่า "กึมชีออน (Geumcheon)" ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่กษัตริย์ ในราชวงค์เก่าแก่ของเกาหลีทรงพระราชดำเนินผ่าน (ได้ยินไกด์เขาพูด เลยแอบรู้สึกอินเล็กน้อย) จากนั้นก็เดินตรงไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ประมาณสัก ๑๐๐ เมตร ทำขวาหัน ก็จะพบกับซุ้มประตูเล็กๆ อีกหนึ่งประตูชื่อว่า "จุงวามุน (Junghwamun)" ซึ่งเมื่อมองทะลุประตูเข้าไปจะเป็นลานหินกว้าง มีทางเดินหินทอดยาวไปถึงอาคารหลัก ซึ่งอาคารนี้คือ "พระที่นั่งชุงวาจอน (Junghwajeon)"

Junghwamunจุงวามุน (Junghwamun)

Junghwajeonพระที่นั่งชุงวาจอน (Junghwajeon)

พระที่นั่งชุงวาจอน เดิมเป็นอาคารที่สร้างให้มีหลังคาสองชั้น แต่เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๔ พระที่นั่งแห่งนี้ถูกไฟไหม้เสียหาย และถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๐๖ โดยเป็นอาคารที่มีหลังคาชั้นเดียว พระที่นั่งชุงวาจอนเป็นศุนย์กลางทางการเมือง และการปกครองที่สำคัญในสมัยพระเจ้าโกจง โดยเป็นสถานที่จัดการประชุมที่สำคัญของทั้งพลเรือน และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ผู้เข้าประชุมจะต้องยืนประจำตำแหน่งให้ตรงกับป้ายหินที่ตั้งอยู่บนลานหน้าพระที่นั่ง พระที่นั่งชุงวาจอนทีความกว้าง 5 คาน และลึก 4 คาน โดยคานเป็นหน่วยวัด ๑ คาน คือระยะ ๑ ช่วงเสาของอาคาร

Junghwajeonพระที่นั่งชุงวาจอน (Junghwajeon)

จากพระที่นั่งชุงวาจอน ถ้าเดินลึกเข้าไป หรือเดินไปทางซ้ายมือของพระที่นั่ง จะพบกับเส้นทางที่จะเดินต่อไปยัง สวนสไตล์ตะวันตก ที่มีบ่อน้ำพุสวย ประดับด้วยรูปปั้นแมวน้ำ ถัดเลยไปจะเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ในศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งถือว่า อาคารนี้เป็นตัวแทนของการผสมผสานของสถาปัตยกรรมตะวันตก เข้ากับวิถีตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารนี้เป็นตัวอย่างของอาคารตะวันตก ที่พบในพระราชวังหลวงของเกาหลี อาคารที่ผมว่านี้ คือ "ซกโชจอน (Seokjojeon)" ที่มีความหมายว่า "บ้านหิน (Stone House)"  ชกโชจอนถูกสร้างในปี ค.ศ ๑๙๐๐ มาแล้วเสร็จเอาตอนสิบปีให้หลัง ที่ด้านหน้าของซกโวจอน ถูกประดับด้วยดอกบ๊วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ราชวงศ์โชซอน

Seokjojeon Hallซกโชจอน (Seokjojeon)

ซกโชจอน (Seokjojeon)ซกโชจอน (Seokjojeon)

พระราชวังถ๊อกซูกุงนี้ เป็นพระราชวังที่มีขนาดไม่กว้างมาก และสามารถเดินทางมาได้ง่ายโดยรถไฟฟ้า ที่สำคัญ เนื่องจากพระราชวังนี้อยู่ใจกลางโซล ดังนั้น จากพระราชวังนี้ เราสามารถเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น จตุรัสคังฮวามุน พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังชางด๊อกกุง เป็นต้น ถ้าคุณไม่ได้มาเที่ยวเกาหลีเพื่อช็อปปิ้งอย่างเดียว ผมแนะนำว่าอย่าพลาดที่จะมาเยี่ยมชมพระราชวังนี้ ไม่อยากบอกว่าผมมาที่นี่ทุกครั้งที่มาเกาหลี เหมือนมาบ้านเรา แล้วแวะมาไหว้ศาลหลักเมือง ผมชอบมาทั้งตอนเช้าเช้า และตอนค่ำ เพราะภาพที่ได้จากพระราชวังนี้จะมีความสวยงามต่างกัน ถ้าถามว่าแล้วควรมาฤดูไหน ผมว่าที่นี่สวยทุกฤดู ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่ง ผมแนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะเส้นทางในพระราชวังจะเต็มไปด้วยสีสัน เหลือง แดง เขียว ที่สำคัญในพระราชวังนี้มีต้นแป๊ะก๊วยอยู่มากมาย จนชาวเกาหลีเข้ามาเก็บไปรับประทานกันเป็นเรื่องเป็นราวในฤดูใบไม้ร่วง

แป๊ะก๊วยเมล็ดแป๊ะก๊วย

Gwangmyeongmunหอระฆัง "กวงเมืองมุน Gwangmyeongmun" ในฤดูใบไม้ร่วง

 

Tags: , , , , , , , ,