คลองชองกเยชอนยามเย็นคลองชองกเยชอนยามเย็น

เดิมทีเราคิดว่าเย็นนี้จะเดินเลาะริมคลองชองกเยชอน ชมแสงสีไปเรื่อยๆ แต่ด้วยอากาศที่หนาวมากๆ ถึงขั้นติดลบสอง และมีแนวโน้มที่อุณหภูมิจะลดลงเรื่อยๆ ทำให้กระเหรี่ยงสองคนจากประเทศไทย ต้องเปลี่ยนแผน โดยเย็นนี้เราจะไปเดินที่ตลาดทงแดมุน จริงๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรา เพราะผมรับหน้าที่เฝ้าของอยู่ในร้านกาแฟ ส่วนเก๋ไปเดินช็อปปิ้งสบายใจ เมื่อสี่ปีก่อนเราก็มาที่นี่ แต่ตอนั้น ผมต้องขึ้นไปนั่งรอที่ชั้นโรงหนัง ของตึกสูงแห่งหนึ่งในย่านนั้น แต่มาคราวนี้เราไม่ทำอย่างนั้นครับ เรายอมจ่ายตังค์ค่ากาแฟ แล้วตั้งใจจะนั่งใช้เน็ตฟรีแถวนั้นทำอะไรเรื่อยๆ ระหว่างรอ

Dongdaemun Marketบรรยากาศในย่านทงแดมุน

Dongdaemun Marketหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ทงแดมุน

และด้วยการที่ต้องรอในร้านกาแฟหลายๆ ที่นี่แหละ ทำให้รู้ว่าที่เกาหลีนี่เรื่อง WIFI ฟรีนั้นไม่ค่อยมีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มี WIFI เยอะจริงแต่ส่วนใหญ่จะต้องใส่รหัส และมีให้บริการแบบเสียตังค์อยู่มากมาย แต่เจ้าที่เห็นบ่อยสุดก็คือ Olleh WIFI กับ T WIFI ผมพยายามอย่างยิ่งจะหาทางซื้อชั่วโฒงอินเทอร์เน็ตจากทั้งผ่าน ipad และผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ที่พัก แต่ก็ไม่สามารถซื้อได้ คืนแรกที่ไปกินหมูย่างเกาหลี ขากลับเดินผ่านเซเว่น เห็นป้ายของ Olleh WIFI แปะอยู่ที่กระจก ก็เดินเข้าไปถามว่าจะซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ตของเจ้านี้ได้ยังไง การสื่อสารระหว่างเรา เป็นไปด้วยความลำบาก ผมก็เลยชี้ไปที่สัญลักษณ์ WIFI ของ Olleh ที่แปะอยู่ หวังว่าเขาจะเข้าใจ ปรากฏว่า เขาก็ชี้ไปที่ WIFI router ที่แปะอยู่บนผนัง บอกว่าที่นี่มี WIFI นะจ๊ะ คือแบบว่าเข้าใจ แต่อยากเสียตังค์น่ะ เสียได้ไหมล่ะ เลยลองชี้ที่บัตร โชว์เงิน ลองทุกทางแล้ว ในที่สุด ก็ไม่ได้ใช้บริการอยู่ดี มาลองถามที่ร้านโดนัทที่มีสัญลักษณ์แปะอยู่ ก็ออกอาการเดิมเป๊ะ ราชบดินทร์เลยอดเสียตังค์ค่า WIFI โดยปริยาย

สินค้าที่วางขายที่ทงแดมุนสินค้าที่วางขายที่ทงแดมุน

สินค้าที่วางขายที่ทงแดมุนสินค้าที่วางขายที่ทงแดมุน

Dongdaemun Marketบรรยากาศที่ย่านทงแดมุน

เรื่อง WIFI ที่ดูจะเป็นปัญหา แต่ก็พอจะยอมรับและผ่านไปได้ เพราะก็ยังมีความโชคดี ที่ ipad ยังสามารถค้นหาอินเทอร์เน็ตฟรีได้บ้างในบางพื้นที่ แต่ที่ดูจะเป็นปัญหาขึ้นมา และเริ่มวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ รองเท้าที่ใส่อยู่เกิดอาการแลบลิ้น ปลิ้นข้าง ตะเข็บปลิเนื่องมาจากโดนใช้งานอย่างหนักมาหลายทริป แถมวันนี้ก็โดนจัดหนักไปหลายดอก เลยออกอาการพังให้เจ้าของได้หวั่นใจ เลยต้องมีรายการช็อปปิ้งรองเท้าคู่ใหม่กันเกิดขึ้นที่ทงแดมุนนั่นเอง ถ้าท่านอ่านถึงตรงนี้ ท่านก็คงคิดว่า ก็ดีน่ะสิ ได้รองเท้าใหม่ จากเกาหลีซะด้วย มันไม่ใช่เช่นนั้นสิครับ ปัญหามันคือ ร้านรองเท้าเกือบทุกร้าน ในเกือบทุกห้างที่ทงแดมุน มีแต่รองเท้ายี่ห้อไนกี้ เอ้า จริงดิ่ จริงๆ ครับ ยี่ห้ออื่นมีแหลมมาบ้าง แต่ก็มีในจำนวนน้อยมาก มีแต่ไนกี้ล้วนๆ

My broken shoeสภาพรองเท้าที่ผ่านศึกมาโชกโชน

ด้วยความสงสัย เราก็เริ่มสังเกตรองเท้าที่ชาวเกาหลีใส่ โอ้แม่เจ้า เกือบทุกคนจะใส่ไนกี้ นี่มันไนกี้แลนด์ชัดๆ ทุกห้าก้าวที่เราเดินจะต้องมีคนใส่รองเท้ากีฬาไนกี้ ตัว N ของไนกี้ลอยชนลูกตาเราอยู่ตลอดระยะทางเดิน เราเดินเข้าเดินออกอยู่หลายห้าง เพื่อหารองเท้ายี่ห้ออื่น หรือไม่มียี่ห้อก็ได้ เพราะต้องการซื้อมาใส่ชั่วคราว ไม่อยากลงทุนแพงมากมาย แต่โชคไม่เข้าข้างครับ มารู้ตัวอีกที ก็ต้องยอมรับครับว่า เราหลงเข้ามาในดินแดนไนกี้ซะแล้ว เราก็เลยต้องยอมล่ะ เพราะเดินต่อไปรองเท้าพังแน่ๆ แต่โชคร้ายก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะทุกร้านที่เราเข้าไปถาม เราก็พบความจริงอันโหดร้ายว่า รองเท้าเบอร์สิบสองหายากยิ่งกว่าเพชร ไม่มีครับ ไม่มีจริงๆ ไม่มีทุกร้านด้วย เขาบอกว่าคนเกาหลีเท้าเล็ก ถึงว่าสิ พอบอกเบอร์ไป พี่แกทำตาโตตกใจ ขอดูเท้ากันใหญ่ เจ้าของร้านทุกร้านส่ายหัว เป็นสัญญาณการันตีว่า กระเหรี่ยงไทยอย่างแกเท้าใหญ่เกินมาตรฐานชาวกิมจิ สรุปเป็นอันว่าที่เกาหลี ไนกี้ครอง ถ้าใส่เบอร์สิบสอง กลับไปซื้อที่บ้านแกไป ตกลงเดินเป็นชั่วโมง แต่ไม่สามารถหารองเท้าได้ เลยต้องหยุด หาที่พักการเดิน ก่อนที่จะลากรองเท้าพังๆ กลับบ้าน และมีความหวังกับวันรุ่งขึ้น ที่ตั้งใจจะไปซื้อรองเท้าที่เมียงดง เพราะมีห้างรองเท้าดังอยู่ที่นั่น ถึงขั้นภาวนา แต่ในใจลึกๆ แอบกังวลว่า “จะมีรองเท้าเบอร์สิบสองหลงเหลือสักคู่บ้างไหมนะ”

 

Tags: , , , , , , , , , ,