on Flight Meal

ใช้เวลาในการบินประมาณ ๕ ชั่วโมง เครื่องบินของการบินไทย ก็พาเรามาลงจอด ที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ในเวลา ๖.๓๐ น. สัมผัสแรกเมื่อเดินออกมาตามงวง ที่ทอดเชื่อมระหว่างเครืองบินกับอาคารสนามบิน สัมผัสได้ทันทีถึงความหนาวด้านนอก (บนเครื่องบินได้แจ้งเอาไว้ว่าอุณหภูมิ ณ ตอนนั้น ประมาณ ๐ องศา) การเปลี่ยนผ่านแบบฉับพลันระหว่างเมืองร้อนอย่างเมืองไทย กับเมืองหนาวสุดขั้วอย่างโซล ทำให้แอบกังวลเล็กน้อยว่า ข้าวของเครื่องกันหนาวที่เตรียมมา จะพอต่อการรับมือหรือไม่ แต่มาถึงตอนนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสีย เดินหน้าลุยอย่างเดียว เครื่องกันหนาวไม่พอ ก็ซื้อใหม่กันที่นี่แหละ

จากอาคารแรก เราเดินตามทางมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบันไดเลื่อนลง เพื่อไปต่อรถไฟเพื่อไปยังอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งที่นั่นมี ตม. ที่หลายๆ คนกังวลมากมาย และคราวนี้ก็เหมือนทุกคราว ส่งพาสปอร์ตไป พร้อมใบแบบฟอร์มเข้าเมือง แถมด้วยรอยยิ้ม ก็ผ่านมาได้แบบชิวๆ ไม่มีคำถาม ไม่ต้องตอบอะไร และผมจะบอกว่าเป็นแบบนี้ทุกครั้งนะครับ ผมไปเกาหลี ๔ ครั้ง ไม่เคยต้องหนักใจแม้แต่ครั้งเดียว จำได้ว่ามีครั้งนึงมีคำถาม ก็ยื่นเอกสารให้ ก็โอเค ผ่าน แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับหลายๆ คนที่ไม่เคยไปเกาหลี แล้วได้ยินกิติศัพท์ของ ตม. ขาโหดมาบ้าง และอยากสบายใจ ผมบอกให้ก็ได้ครับ ว่าจริงๆ ทุกครั้งผมเตรียมเอกสารต่างๆ เหล่านี้ไปด้วย นั่นคือ

๑. พาสปอร์ต แน่ล่ะ ไม่มีจะเข้าได้ไง
๒. แบบฟอร์มเข้าเมือง และแบบฟอร์มศุลกากร ที่ไม่ได้มีอะไรยาก แค่ตอบโนๆๆๆๆ ก็จบ (แบบฟอร์มนี้จะได้ตั้งแต่บนเครื่อง)
๓. ใบรับรองการทำงาน เป็นภาษาอังกฤษ บอกปี และเงินเดือน ให้รู้ว่ามีงานทำ และมีเงินเดือนไม่ใช่ขี้ๆ นะ
๔. ใบจองโรงแรม อาจจะเป็นอีเมล หรือเอกสารอะไรก็แล้วแต่ที่บอกว่าเราจะอยู่ที่ไหนเมื่อเราอยู่ที่เกาหลี
๕. e-ticket หรือตั๋วเครื่องบินขากลับ เพื่อบอกพี่แกว่า กลับแน่ๆ นาเฟ้ย ไม่ได้พิศวาสอะไรนักหนา
๖. เตรียมตอบคำถามเบสิกๆ เช่น มาทำอะไร – มาเที่ยวครับ จะไปเที่ยวไหน – พระราชวัง เมียงดง ช็อปปิ้ง ว่าไป บางเที่ยวผมจะมีโปรแกรมการท่องเที่ยวของทริปนั้นเอาไว้ด้วย แต่คราวนี้ไม่มีครับ

ปล. ถ้าไม่มีงานประจำ ก็ลองเตรียม Statement ธนาคารไปครับ ถ้าไปงานประชุมอะไร ถ้าสามารถขอหนังสือเชิญได้ หรือมีโปรแกรมของงานอยู่ในมือ ก็ถือไปด้วยครับ

จะบอกว่าผมเตรียมเอกสารต่างๆ นี้ไปทุกครั้ง และถ้าไปกับเพื่อน ก็ให้เพื่อนเตรียมด้วย มันไม่สนุกแน่ถึงแม้เราผ่านได้ แต่เพื่อนติดอยู่ เตรียมนึกคำถามคำตอบให้ดี ถ้าเขาถามแบบนี้ จะตอบอะไร อย่างไร ไม่มีอะไรต้องเครียดครับ เวลาไปถึงตม. ทำใจสบาย อย่ากังวลให้เห็นทางสีหน้า กังวลในใจได้ แต่งตัวสบายๆ ให้ดูดี ผมว่าเขาดูเราออกครับ และเอกสารข้อ ๓-๖ นี่ผมไม่เคยงัดมาใช้เลยครับ สบายๆ ชิวๆ ทุกครั้ง แม้แต่ครั้งนี้เองที่พึ่งทำพาสปอร์ตมาใหม่ ไม่เคยไปที่ไหนเลย เป็นพาสปอร์ตปกติด้วย (ถ้าไปทำงานจะใช้พาสปอร์ตราชการครับ) มาเปิดซิงที่โซลนี่แหละ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ดังนั้น ไม่ต้องกังวล เตรียมตัว เตรียมเอกสารไปให้พร้อม ทำใจให้สบาย อย่าแสดงความกังวล หรือลุกรี้ลุกลน จนออกนอกหน้า ราวกับว่าทำอะไรผิดมา แล้วจะผ่านได้ อย่างราบรื่นครับ

Bus Ticket Boot

หลังจากผ่าน ตม. มาแล้ว ก็มารับกระเป๋า และออกมาที่โถงด้านนอก คราวนี้คำถามต่อไปคือจะเข้าไปในเมืองอย่างไร เพราะสนามบินอินชอนจะอยู่นอกเมือง วิธีการเข้าเมืองมี ๒ วิธีหลัก คือ ใช้บริการรถบัสของสนามบิน (Airport Bus) กับใช้รถไฟฟ้า ซึ่งรถไฟฟ้าจะมีแบบด่วนพิเศษ กับแบบด่วนเป็นปกติ แตกต่างกันตรงที่รถไฟฟ้าแบบด่วนพิเศษ ไม่จอดสถานีระหว่างทาง จากอินชอนก็ไปจอดที่ Seoul Station เลย ราคาประมาณเจ็ดพันกว่าวอน แต่ถ้ารถไฟฟ้าแบบด่วนปกติจะจอดบางสถานีระหว่างทางราคาถูกลงมาประมาณครึ่งนึง ถ้าคิดจะใช้รถไฟฟ้า แนะนำให้ใช้ด่วนปกติครับเวลาไม่ต่างกันมากครับ วิธีการไปสถานีรถไฟฟ้า ก็แค่เดินตามป้าย "Airport Railway" ไปนอกอาคารเดี๋ยวก็เจอครับ ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการใช้รถบัส ราคาขึ้นอยู่กับสายและระยะทาง ที่ผมเคยใช้อยู่ ราคาจะประมาณ ๙,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ วอน ซึ่งเราควรตรวจสอบเส้นทางก่อนว่าสายไหนผ่านที่ที่เราพัก แล้วไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วรถบัสนอกอาคาร แล้วไปรอตามป้ายของสายนั้น ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ ถ้าไม่รู้ว่าสายไหน หรือไม่แน่ใจ ให้ใช้บริการเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ครับ เขาจะเขียนประตูที่จะเดินออกไปซื้อตั๋วรถบัสให้ แล้วเขียนชื่อป้ายที่จะลงให้เป็นภาษาเกาหลีด้วย สะดวกดีไหมล่ะครับ

6003 Airport Bus Stop

แล้วถ้าถามว่าผมใช้บริการไหนเข้าเมือง คำตอบคือ ผมใช้รถบัสครับ เพราะถ้าเรามีสัมภาระ การใช้รถบัสถึงแม้จะแพงกว่า ใช้เวลานานกว่า แต่จะสะดวกว่า จากสนามบินถึงที่เลย ถ้าไปรถไฟ ต้องลงรถที่สถานี Seoul Station แล้วต่อรถไฟสายอื่นๆ ซึ่งตอนต่อรถไฟนี่แหละครับ บางทีต้องลากกระเป๋าฝ่ากองทัพผู้คน ยิ่งถ้าช่วงเช้า หรือเย็นแล้ว กดดันมากๆ สำหรับคนสัมภาระเยอะ นี่ไม่รวม ขึ้นบันได ลงบันได ถ้ามีแค่เป้ใบเดียว หรือสัมภาระไม่เยอะ ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าของเยอะ ไม่สะดวกอย่างแรง แนะนำให้ใช้บริการรถบัสดีกว่าครับ อย่างเที่ยวนี้ผมไปลงสถานีกูโร สามารถขึ้นรถไฟไปลงสถานี Seoul Station แล้วต่อรถไฟสาย ๑ ไปที่สถานีกูโรใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ไม่รวมเวลาเดิน แต่ผมเลือกใช้บริการรถบัสสาย ๖๐๐๓ จากอินชอนไปลงป้ายสถานีกูโร ราคา ๙,๐๐๐ วอน ใช้เวลาประมาณ ๕๐ นาที

Welcome Tea from Daelim Residence

ลงจากรถ ก็เดินไปทางซ้ายมือ และเดินขึ้นเนินไปไม่เกินห้านาทีก็ถึงที่พัก คราวนี้เราพักที่แดลิมเรสซิเดนซ์ (Daelim Residence) เนื่องจากที่พักในดวงใจที่อยู่แถวพระราชวังชางด๊อกกุงนั้นปิดให้บริการเพื่อปรับปรุงชั่วคราว ที่แดลืมเป็นคอนโดแบ่งให้พัก ห้องกว้างกว่าโมเต็ลหรือเกสต์เฮาส์ปกติ ในห้องจะมีครัว เตาไมโครเวฟ กาน้ำร้อน เตา จาก ชาม ช้อน เครื่องซักผ้า มีทีวี LCD แบบ FullHD และมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะพร้อมอินเทอร์เน็ต ๑ ชุด ในตอนที่ไปเช็คอินนั้น เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน เราเลยต้องฝากกระเป๋าเอาไว้ก่อน ที่นี่ผู้จัดการค่อนข้างเอาใจใส่ มาต้อนรับพร้อมกับชาจีน และสตอเบอรี่ แถมเอาแผนที่มาให้ และแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวให้อีกด้วย

Korea Resturant

พอเราฝากกระเป๋าเสร็จ เราเริ่มต้นจากการไปกินข้าวเช้าก่อนเลย โดยเดินไปที่ห้าง AK Plaza ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเดินเลยไปด้านหลังของห้าง เป็นร้านอาหารเกาหลีบ้านๆ ปกติเราจะเลือกร้านที่มีภาพอาหารให้เราชี้ได้ เพื่อให้ง่ายต่อการสั่ง ร้านนี้รายการอาหารส่วนใหญ่จะเป็นข้อความบนป้ายบอกราคา ติดผนัง มีภาพประกอบของอาหารบางจานเท่านั้น แต่ร้านอื่นใกล้ๆ ก็ไม่มี เราก็เลยเริ่มต้นมื้อแรกของวันที่นี่ ด้วยการเข้าไปสั่งกิมจิชิเกะกับข้าว ซึ่งรายการนี้ไม่มีภาพประกอบ แต่เป็นรายการอาหารจานโปรด เลยสั่งง่าย ส่วนเก๋กินแป้งเกี๋ยวในซุปกิมจิ โดยชี้เอาจากภาพที่ดูแล้วเข้าท่าหน่อย จริงๆ ต้องระวังนะครับ อาหารในภาพ กับอาหารที่กำลังจะได้ อาจจะคนละเรื่องกันเลย ในภาพมักจะดูดีกว่าเสมอ แต่ที่อร่อยแน่ๆ ก็คือกิมจินานาชนิดที่ถูกเสริฟมาเป็นเครื่องเคียง บางร้านอร่อยกว่าจานหลักอีกแน่ะ

Gimchi Chikae

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จเราก็เข้าไปหาความอุ่นใน AK Plaza รวมทั้งอาศัยเข้าห้องน้ำตอนเช้าด้วย เสร็จสรรพก็ได้เวลาขึ้นรถแท็กซี่ไปห้างที่อยู่ไม่ไกลนักชื่อว่า "มาริโอ้" ที่พี่ผู้จัดการแนะนำอย่างแข็งขันว่าควรไปเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีสินค้าคุณภาพดี และราคาถูก ปรากฏว่าพอเราไปจริงๆ ก็เป็นห้างที่มีลักษณะเหมือนเอาต์เล็ตในบ้านเรา นั่นคือ มีสินค้าแบรนด์เนมมากมาย ราคาถูกกว่าปกติอยู่มากมายให้เลือก ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเราทั้งคู่เลย เพราะเราต้องการอะไรที่ถูกและบ้านๆ กว่านั้นเยอะ เดินงี่เง่าอยู่สักพัก ก็หาทางไปสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ๆ โดยหาจาก Google Map บนไอแพด เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าเข้าไปลงที่สถานีรถไฟซิตี้ฮอล เพื่อไปหาซื้อของที่ห้าง "ดงฮวาดิวตี้ฟรี" ที่เดินจากทางออก ๒ แล้วเดินตรงไปทางจตุรัสคังฮวามุน (Gwanghwamun Square)

Dungin Donut

แน่นอนครับคนที่อยากไปต้องเป็นเก๋ เพราะไปคราวนี้มีทั้งรายการที่เก๋อยากได้ และมีรายการที่เพื่อนๆ ฝากซื้อ ส่วนผมก็ตั้งใจแล้วว่าทริปนี้เป็นทริปของเก๋ และคิดว่าเขาก็ไปลุยกับเรามาหลายที่แล้ว จะเป็นทริปที่เราลุยกับเขาบ้าง จริงๆ จะว่าลุยกับเขาก็ไม่ถูก เพราะเก๋ไปซื้อของอย่างสนุกสนาน ส่วนผมก็ไปนั่งกินกาแฟร้อน และโดนัทอยู่ในร้านดังกิ้น ที่อยู่ใกล้ๆ และฆ่าเวลาโดยการมองวิวถนนผ่านทางกระจกชั้นสองของร้าน อ่านหนังสือ วางแผนการเดินทางของวันต่อๆ ไป เพราะอากาศที่นี่หนาวหว่าที่คิดว่าจะเจอเยอะ ตอนแรกคิดว่าจะมาเจอกับอากาศประมาณ ๑๔-๒๐ องศา แต่เอาเข้าจริงๆ อุณภูมิไม่เคยเกิน ๕ องศา เหมือนมาหน้าหนาวยังไงยังงั้น แต่ตอนนี้ผมมีกาแฟฟนึ่งแก้ว หนังสือ วิวสวยผ่านกระจก และอากาศที่อบอุ่นในดังกิ้น มีความสุขมากๆ แล้วครับ

Dungin Donut

ที่น่าทึ่งมากก็คือ ปกติเก๋จะเป็นจำเส้นทางไม่ค่อยได้ ภาษาอังกฤษไม่กระดิก แต่ถ้าเป็นการช็อปปิ้ง ไม่ว่าที่ไหน สามารถเดินไปเลือกหาซื้อสินค้าที่ต้องการได้ เดินเข้าห้างนั้น เดินออกห้างนี้ แล้วกลับมาถูก แถมคราวนี้มีพัฒนาการขั้นกว่า ต่อรองได้อีกแน่ะ เห็นเก๋บอกว่าพูดว่า "Discount Please" ก็ได้ส่วนลดมามากบ้าง น้อยบ้าง แถมยังรู้อีกว่าอะไรควรซื้อที่ไหน บอกสถานที่มา ผมก็พาไป ก็สนุกดีครับ

 

Tags: , , , , ,