เช้าวันนี้ตื่นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้า ที่ยังคงสะสมมาจากการฝึกอบรมเมื่อวานนี้ และเมื่อเข้าห้องสัมมนา ก็พบว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่มีอาการที่ว่านี้ หลายคนมาด้วยอาการที่ฟ้องออกมาทางใบหน้าที่อิดโรย และสายตา ที่รู้ได้ทันทีเลยว่าเหนื่อยจริงๆ การสัมมนาวันนี้ มีการบรรยายประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นการพูดถึงเรื่องของช่องทางในการสื่อสารหลัก (Mainstreaming) การสร้างเครือข่าย (Networking) และกลยุทธ์ในการใช้สื่อ (Media Strategies) ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและไม่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และปิดท้ายด้วยกระบวนการในการติดตาม และประเมินผลแผนการสื่อสาร ที่ได้ดำเนินการไป (Monitoring and Evaluation) จบแล้วก็เป็นเบรค พร้อมกับขนมอร่อยๆ ที่พอจะเพิ่มพลังงานให้กับเราได้บ้างเล็กน้อย

Philippines Food

จากนั้นพวกเราก็ได้รับการบ้านที่ถือว่าหนักที่สุด ในการฝึกอบรมคราวนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งโจทย์ก็คือ ให้ตัวแทนแต่ละประเทศไปคิดว่า ถ้าต้องทำแผนในการสร้างความตระหนัก หรือแผนในการสื่อสารสำหรับการทำงาน ที่เกี่ยวกับมรดกความทรงจำแห่งโลกในประเทศของตนนั้น จะต้องทำอย่างไร ซึ่งจะเริ่มต้นจากการกำหนดปัญหา การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย กำหนดเป้าหมายของการดำเนินการ และวางแผนการดำเนินการที่สอดคล้องกับปัญหา และกลุ่มเป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้ในตอนต้น ซึ่งความยากอยู่ตรงที่เราจะต้องคิดกันสดๆ และต่างคนต่างคิดของตัวเอง ลอกกันไม่ได้ จากนั้นก็นำมาสู่การกรอกแบบฟอร์ม และการเตรียมการนำเสนอในช่วงบ่าย

กว่าจะทำงานกันเสร็จก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็น จากนั้นก็เข้าสู่โหมดระทึกในการนำเสนอแผน ที่ได้ทำการวิเคราะห์และออกแบบเอาไว้ โดยเริ่มจากการนำเสนอของประเทศเจ้าภาพ และต่อมาก็เริ่มเกี่ยงกัน ไม่ยอมเป็นคนพูดก่อนครับ ผมจำได้ว่าผมพูดเป็นคนที่สี่ ต่อจากอิซาเบลจากกัมพูชา ก็เป็นความยากอีกแบบที่ต้องคิด ทำ และพูดในระยะเวลาที่สั้นมาก สำหรับคนที่การศึกษาต่ำอย่างผม ไม่เคยไปเรียนเมืองนอก ศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตัวเองแล้ว ต้องบอกเลยครับว่ายาก ถึงยากมาก ผมต้องการการเตรียมตัวที่ดีทุกครั้งที่ต้องทำงานแบบนี้ แต่คราวนี้ระยะเวลาที่เป็นต้นทุนที่สำคัญของการเตรียมตัวมีไม่มาก แต่ที่ผมจะบอกกับหลายๆ ท่านที่อ่านบทความตอนนี้อยู่ ก็คือ ไม่มีอะไรที่ยากเกินที่เราจะทำได้ครับ เราสามารถเรียนรู้ และเพิ่มทักษะที่จำเป็นได้ แน่นอนครับ มันต้องยากมากในบางเรื่อง บางคน แต่ต้องอดทนครับ ผมทำได้ คุณก็ทำได้

 

 

 

หลังจากจบการนำเสนอของแต่ละประเทศ ก็เป็นการกล่าวสรุป และปิดงานสัมมนา และมอบใบประกาศนียบัตร เอาประมาณเกือบหนึ่งทุ่ม ถือเป็นวันที่ยาวนานอีกวันหนึ่ง แต่ผ่านมาได้ ก็จะรู้สึกดี เหมือนสามารถชนะศึกมาได้ครับ หลังจากนั้นเรามีเวลาสั้นมากๆ ประมาณ 5 นาที เพื่อเอาของไปเก็บ และไปรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเป็นการเลี้ยงส่งกันที่ภัตตาคาร Barbara’s ที่อยู่ใน อินทรามูรอส (Intramuros)  ที่เป็นเมืองเก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นศูนย์กลางในการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และการค้า อินทรามูรอสล้อมรอบด้วยกำแพงคูเมือง มีลักษณะเป็นป้อมปราการ เหมือนเมืองในสมัยยุโรปยุคกลาง ที่มีกำแพงล้อมรอบ มีคูค่ายป้อมยามกั้นมิดชิด เพื่อป้องกันการรุกราน จากกลุ่มโจรสลัดหลายๆกลุ่มทั้ง จีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และโปรตุเกส ดังนั้น ความเจริญทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นภายในอินทรามูรอสเอง อินทรามูรอสถูกเปลี่ยนมือไปสู่การดูแลของอังกฤษ และสหรัฐ ก่อนที่จะถูกญี่ปุ่นเข้าทำลาย และยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกบูรณะจนมีสภาพดีขึ้น อย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญ ที่ใครมาเที่ยวฟิลิปปินส์ จะต้องหาโอกาสมาแวะชมให้ได้ครับ

ผมเองพูดมากไม่ได้ เพราะผมไม่มีโอกาสมาเที่ยวชมครับ มาแค่ทานอาหารค่ำเท่านั้นเอง แต่เห็นได้ชัดถึงวัฒนธรรมสเปน ที่ยังคงเป็นฐานรากที่สำคัญของชาวฟิลิปปินส์ครับ ทั้งอาหารค่ำ และการแสดงที่ยอดเยี่ยมในค่ำคืนนี้ เรียกว่าสุดยอดจริงๆ ครับ สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการรับประทานอาหาร และชมการแสดงที่ภัตตาคารนี้ ก็คือพบว่าวัฒนธรรมของเรา ในย่านเอเชียตะวันออกเฉัยงใต้ มีความคล้ายกันมากๆ เรียกว่าไม่ว่าอาหาร หรือการแสดง ทุกคนล้วนสามารถพูดไดว่าในประเทศที่ตัวเองอยู่ก็มีแบบนี้ แต่อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งจริงอย่างที่หลายคนกล่าว แต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่คนไกลกัน เราก็คือสายเลือดเดียวกันนั่นเอง …ผมก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นครับ

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,