วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ เป็นวันที่เรียนสีน้ำครั้งที่ ๒ ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการวาดภาพ ต่อจากที่วาดครั้งที่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากครั้งแรก เป็นการเริ่มต้นกับการเรียนสีน้ำแบบจริงจัง ในตอนแก่ ก็เหมือนกับการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แล้วเรียนรู้กันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานของสีน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ และที่สำคัญก็คือการขึงกระดาษเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวาดภาพสีน้ำ จากนั้นจึงเป็นการเรียนเรื่องการระบายเรียบ การระบายเรียบโดยใช้หลายสี และจบด้วยการระบายเคลือบ จบการเรียนครั้งแรกของการเรียนสีน้ำ ด้วยการได้ภาพทิวทัศน์ที่มีท้องฟ้า และภูเขา สิ่งที่ได้จากการเรียนสีน้ำครั้งแรกนี้สำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นแนวทางในการวาดภาพที่ถูกต้องแล้ง อาจารย์ยังได้สอนให้เห็นความงามของการวาดภาพสีน้ำ ซึ่งล้วนแต่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อมือใหม่อย่างผมอย่างยิ่ง

การเรียนในครั้งที่สองนี้ ผมเปลี่ยนวิธีการไปเรียนวาดภาพด้วยการออกจากบ้านเช้ามากขึ้น เพราะอยากจะใช้รถสาธารณะมากกว่าการพึ่งพารถแท็กซี่ หรือรถยนต์ส่วนตัว วันนี้ผมออกจากบ้านหกโมงครึ่ง โดยขึ้นรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากหน้าหมู่บ้าน ออกมาหน้าปากซอย จากนั้นก็ขึ้นรถตู้มาลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และต่อรถเมล์สาย ปอ. ๑๒ มาลงที่ดิโอลสยาม และเดินไปที่เพาะช่าง ก็ถึงเพาะช่างราวๆ แปดโมงเช้า มีเวลาพัก ทบทวน และเตรียมตัวก่อนเรียนหนึ่งชั่วโมง วันนี้ฝนลงเม็ดเล็กน้อยช่วงเช้า ทำให้เพื่อนๆ ค่อยๆ ทยอยมา และเริ่มเรียนราวๆ เก้าโมงกว่าๆ

My first watercolor pocture

วันนี้คุณครูสอนการสร้างระยะใกล้ไกล ด้วยการระบายทับ ด้วยสีที่เข้มขึ้น การสร้างฉากหน้า วันนี้ได้ฝึกการใช้พู่กันพัด ในการวาดต้นหญ้า ซึ่งทุกๆ ครั้งคุณครูจะอธิบาย และวาดให้ดู จากนั้นบรรดานักเรียนก็วาดของตัวเอง คุณครูจะมาเดินดูทุกคน และช่วยแนะนำ ช่วยแต่งเติม ทำให้เราได้รับทั้งความรู้ เห็นข้อผิดพลาด และที่สำคัญได้ภาพสวยๆ เวลาผ่านไปสามชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว แต่พอรู้สึกได้ ก็พบว่ารูปทิวทัศน์ภาพแรกเสร็จอยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งภูมิใจ และดีใจที่ได้ทลายกำแพงแห่งความไม่รู้ และได้ภาพสวยอย่างใจ และทำให้มีกำลังใจที่ส่งไปถึงพลังกาย ให้ไม่ย่อท้อต่อการเดินทางมาเรียน ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ความรู้ที่ได้มา มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม วันนี้ (จริงๆ ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่แอบขี้เกียจ) เลยมาเขียนบล็อคเพื่อบันทึกเอาไว้ว่า ได้ภาพสีน้ำภาพแรกมาอย่างไร และเป็นภาพอะไร เพื่อเตือนตัวเองในยามแก่เฒ่า เผื่อว่าไม่มีอะไรทำ จะได้กลับมาอ่าน และนึกภาพแห่งความสุขที่ยังจำได้ไม่รู้ลืม

 

 

Tags: , , ,