Wat Chaiwattanaram, Ayuddhaya

ในห้วงเวลานี้ นอกจากการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อเรียกคะแนนเสียงในการเลือกตั้งแล้ว ข่าวที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องร้อนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจามรดกโลกฝ่ายไทย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศลาออกจากกรรมการ และภาคีสมาชิกกลางที่ประชุม เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

ผมตัดสินใจที่จะบันทึกเรื่องราว และความรู้สึก ณ ขณะนี้ (๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔) ไว้เพื่อบอกกับตัวเองในอนาคต ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น และผมรู้สึกอย่างไร เพราะการประกาศถอนตัวจากภาคีมรดกโลกนั้น ก็เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อประเทศของเราบ้างไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมเองไม่ได้รู้สึกยินดี หรือไม่ยินดี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก เนื่องจากข้อมูลมีน้อย ที่รับรู้ ก็มาจากการอ่านข่าว ดูข่าว ฟังข่าว เหมือนเราๆ ท่านๆ ทั่วไป ซึ่งผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า มันมีทั้งข้อมูลที่ถูกต้อง และสีเพิ่มเติมเข้าไป ถ้าจะให้รู้จริง ต้องไปศึกษาให้มากกว่านี้ครับ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศทะเลาะกัน เพื่อแค่แย่งดินแดน แต่เบื้องหลังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมาย ที่เกี่ยวพันกับอธิปไตยของแต่ละประเทศ ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องกลับไปอ่านเยอะๆ เลยครับ

เรื่องที่เป็นปัญหา คือ เรื่องของมรดกโลก (World Heritage Site) ซึ่งเป็นเรื่องของการให้ความสำคัญ การใหคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติหรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา โดยแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม มรดกโลกทางธรรมชาติ และมรดกโลกแบบผสม ว่ากันง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น สถานที่ หรือสิ่งก่อสร้างทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น และที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั่นเอง ส่วนอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จะคล้ายๆ กัน คือมรดกความทรงจำ ซึ่งว่ากันด้วยเรื่องของ มรดกทางภูมิปัญญาของมนุษย์ ที่ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (Documentary Heritage) และส่งต่อกันมาจากอดีตจวบจนปัจจุบัน และจะต้องส่งต่อไปยังอนาคต

Big Buddha at Wat Srichum, Sukhothai

ในความเห็นของผม มรดกทั้งสองแบบนี้ ถ้าจะต่างกันคงเป็นเรื่องของขอบเขต เนื้อหา และการให้ความสำคัญในสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ล้วนแล้วต้องการที่จะสร้างความตระหนัก ให้มนุษยชาติได้เห็นถึงความสำคัญ ของธรรมชาติและมนุษย์ ในมุมของผม ผมมองแคบลงมาแค่ระดับประเทศบ้านเกิดของผม ผมมองแค่ “มรดกของบรรพบุรุษไทย” ซึ่งเป็นมรดกของคนทั้งชาติ

ผมเห็นว่าปัญหาสำคัญของเราอยู่ที่ เราไม่เข้าใจ ไม่รับรู้ และทำให้เกิดการไม่เห็นความสำคัญ (ความตระหนัก) ความรู้สึกรักและหวงแหนในสิ่งที่บรรพุบุรุษได้บันทึก รวบรวม และส่งต่อมาให้พวกเราในปัจจุบัน ยิ่งโลกข้างนอกพัฒนาขึ้น พวกเราก็วิ่งไล่ความก้าวหน้าแห่งโลก และละทิ้งตัวตน เรื่องราวที่เป็นภาพสะท้อนของความเป็นไทย ต้องสารภาพตรงๆ ว่า ผมเองให้ความสำคัญของการที่คนไทย เห็นคุณค่าของมรดกบรรพบุรุษไทย ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ทั้งมรดกที่เกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ และมรดกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มากกว่าการที่จะให้คนอื่น หรือทั้งโลกมาเห็นคุณค่าของมรดกบรรพุบุรุษของเรา

แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าเราเห็นคุณค่าของตัวเอง แล้วมันจะดึงดูดให้คนอื่นเห็นคุณค่าของเราไปเอง ไม่ต้องดิ้นรน จนทุรน ทุราย คุณค่ามันจะเกิดจากข้างใน เกิดจากตัวเรา ระเบิดออก และประกาศก้องไปทั่วโลกได้เอง และเป็นคุณค่าที่ไม่ต้องตีตรา ตีตรวน ด้วยโซ่ทองแห่งวัตถุนิยมและผลประโยชน์ เพื่อลดทอนคุณค่าของมรดกบรรพบุรุษของเราแต่ประการใด

 

Tags: , , , , ,