Resources for my lecture

ผมเองค่อนข้างจะสงสัยว่า หลายๆ คนที่เข้ามาฟังผมบรรยายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่เบื่อบ้างหรือไร ผมเองอาจจะมีเรื่องใหม่ๆ ทุกครั้งของการบรรยาย แต่แนวคิดพื้นฐาน ยังคงเดิม ทำให้ผมเองค่อนข้างเป็นกังวล และเป็นห่วงความรู้สึกของผู้ฟังกลุ่มนี้ว่า เขาจะเริ่มเบื่อเราเมื่อไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่กำลังให้คำแนะนำกับท่านหนึ่ง ถึงแนวทางในการพัฒนาศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรม ซึ่งมิใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เรากำลังพูดถึงการเชื่อมโยง การมีส่วนร่วม และได้วาดฝันเป็นแนวทางว่าปีนี้เราจะทำอะไร ปีหน้าเราจะทำอะไร และปีต่อๆ ไปเราจะทำอะไร จนถึงจุดที่เราตั้งความหวังที่ชัดที่สุด เราจะเป็นอย่างไร หลังจากเกือบชั่วโมงของการคุยโทรศัพท์ ที่ผมเองเกรงว่าจะเร็วและมากด้วยข้อมูลเกินไป แต่ผู้สนทนาด้วยก็ได้บอกว่า คุยด้วยแล้วเห็นแนวทางในการพัฒนาเยอะเลย คุยกี่ครั้งก็จะมีความรู้ใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ และประกายใหม่ๆ มาให้อยู่เสมอ น้ำเสียงผู้ฟังสงสัยอยู่ในทีว่า หมอนี่มันเอาข้อมูลมาจากไหนนักหนา ทำไมมีอะไรใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอีกหลายคนก็สงสัยว่าเรื่องราวที่ผมบรรยายนั้น ไปเอามาจากไหน วันนี้เราจะมาเฉลยกันครับ

เรื่องราวที่ผมนำมาพูด หรือนำมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผน และทำโครงการนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะมากจากการเป็น 2 นัก นั่นคือ นักคิด และ นักขุด คำว่านักคิด ผมเองก็ยังรู้สึกว่ามันมีอยู่ในตัวเราทุกๆ คนนั่นแหละครับ เพียงแต่เราจะไปคิดเรื่องอะไร ผมเองเป็นนักคิดในแบบที่มองเป็นระบบ คิดเป็นระบบ และมักจะตั้งเป้าชัดเจนก่อนคิดว่าจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ แล้วมานั่งคิดต่อว่าจะทำอย่างไร ทีนี้พอคิดแล้วบางครั้งมันไม่จบ เพราะเราอาจจะรู้น้อยเกินไป ดังนั้น เราเองจะต้องเปลี่ยนสภาพเป็นนักขุด ที่ต้องขุดคุ้ยหาข้อมูลเพิ่ม ซึ่งแน่นอนครับ แหล่งข้อมูลที่สำคัญก็คือ อินเทอร์เน็ต  ซึ่งอาจจะเป็นการสืบค้นเพื่อหาบทความ ทิป เทคนิค ที่อาจจะอยู่ในรูปของตัวอักษร หรือสื่อวิดีโอ ซึ่งการเป็นนักขุด ก็ใช่ว่าจะขุดอย่างเดียว แต่ต้องเอาความเป็นนักคิดมาคิด พิจารณา และตัดสินใจ เพื่อเลือกเอาสาระสำคัญ (Information) จากหลายๆ ล้านของข้อมูลดิบ (Raw data) ซึ่งบางครั้งการวิเคราะห์ และสกัดคำสำคัญ ที่จะเป็นต้นตอของการสืบค้นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไปอีก ก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่นำมาใช้ ผมใช้อินเทอร์เน็ต และ Search Engine ทุกวัน สืบค้น และมีข้อมูลเข้าสู่ระบบประมวลผลของผมทุกวัน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นั่นคือวิธีการหลักให้ได้มาซึ่งข้อมูล

แต่ใช่ว่าจะมีแต่อินเทอร์เน็ต หรือระบบออนไลน์ที่เดียวที่ผมหาข้อมูล ผมยังหาข้อมูลจากแหล่งออฟไลน์ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือในการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้องสมุด ที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ ที่หลายๆ คนเลิกใช้ เพราะรักพี่กูเกิ้ลมากกว่า ด้วยความสะดวก และบริการถึงมือของพี่เขา แต่ผมยังชอบกระดาษ ชอบความรู้ที่ได้จากการไล่ดูสันหนังสือไปทีละชั้น สายตา และนิ้วสัมผัสผ่านตัวอักษร ชื่อหนังสือ และหนังสือมากมายที่น่าสนใจ ที่ในอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่มี ที่สำคัญ หนังสือหลายๆ เล่ม ค่อนข้างน่าเชื่อถือ ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีได้ ผมยังชอบอ่านหนังสือ มากกว่าการดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ที่ผมจะต้องเข้าห้องสมุด เพื่อหาหนังสือมาอ่าน อย่างในต้นเดือนหน้าที่จะต้องไปบรรยาย ในงานประชุมวิชาการที่ศูนมานุษยวิทยาสิรินธร ผมมีหนังสือที่จะต้องอ่านอย่างน้อย 5 เล่ม เอกสารดิจิทัลอีกหลายพันหน้า ไม่รวมสื่อวิดีโอที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งหมดทั้งมวล สำหรับการบรรยาย 1 ชั่วโมง หลายคนอาจจะบอกว่าลงทุนเยอะไป แต่ผมกลับมองว่าการลงทุนวันนี้ ไม่ได้ลงทุนเฉพาะการบรรยายหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่จะเป็นฐานเป็นทุนความรู้ที่ใช้บรรยาย และทำงานในโครงการในฝันต่างๆ ของผมอีกมากมาย อ่านก่อน คิดก่อน รู้ก่อน และทำก่อน น่าจะได้เปรียบกว่าครับ

 

Tags: , , , , , , ,