เมื่อวันก่อนได้คุยโทรศัพท์กับอาจารย์อู่ทอง (อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย) ซึ่งก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และคุยกันไปเรื่อยเปื่อย วนไปมาจนเข้ามาเรื่องหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่อาจารย์อู่ทองได้กรุณาแนะนำชื่อหนังสือการ์ตูนมาเล่มหนึ่ง และราชบดินทร์ ก็ได้ลืมไปในทันทีหลังจากวางสาย ทั้งๆ ที่พยายามเสาะหาว่า หนังสือการ์ตูนเล่มที่อาจารย์แนะนำนั้น เรื่องอะไร โดยการไปตามร้านหนังสือการ์ตูน และดูไปเรื่อย โดยหวังว่าจะเจอหนังสือชื่อคุ้นๆ

แต่ชะรอยปลาทองอย่างผมน่าจะมีกรรม ดูเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสักที จะโทรไปหาอาจารย์อู่ทองก็ไม่กล้า เดี๋ยวจะหาว่า ไม่ใส่ใจจะฟัง จริงๆ แล้วตั้งใจจะจำ แต่ตอนนั้นเมมโมรี่เต็มพอดีน่ะครับ เดี๋ยวพยายามต่อ น่าจะหาคำตอบได้สักวัน เอาไว้ไม่ได้จริงๆ ค่อยไปหลอกถามอาจารย์เอาใหม่

ประเด็นหนึ่งที่ต่อเนื่องมาจากการสนทนาในครั้งนี้ก็คือ ญี่ปุ่นกำลังกลืนชาติ กลืนวัฒนธรรมของเรา ซึ่งอาจารย์น่าจะหมายถึง วัฒนธรรมการ์ตูนไทย ซึ่งหลังๆ ลายเส้นแบบไทยที่เราเคยอ่านในตอนยังเด็กหาไม่ได้อีกแล้ว ผมยังจำได้ตอนเป็นเด็ก และไปช่วยยายกับตาขายข้าวแกงที่ตลาดในช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็มันจะเล่นซน และขอตังค์ไปซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่าน มีทั้งเล่มละบาท และเล่มละ 5 บาท มีทั้งแบบหนึ่งเล่มมีเรื่องเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์ พระราชา เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือไม่ก็หนังสือการ์ตูนผีไปเลย และประเภทรวมเป็นหลายๆ เรื่องย่อยในหนึ่งเล่ม สไตล์ขายหัวเราะ ซึ่งตอนนั้นยังเล่มใหญ่อยู่

แต่มาวันนี้การ์ตูนแบบที่ผมว่ามานี้ไม่มีให้เห็นแล้ว ถ้าจะมีก็เป็นการ์ตูนหน้าตาญี่ปุ่น ลายเส้นแบบญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่เป็นการ์ตูนไทย มันเลยขัดความสุขของคนที่มีความหลังในหัวสมองเยอะ อย่างผมและอาจารย์อู่ทอง ที่ขัดข้องใจผมอีกอย่างคือ หลังๆ นี่ผมอ่านการ์ตูนไม่เป็น เพราะไมรู้ว่าในแต่ละหน้าเราจะอ่านจากช่องไหนไปช่องไหน บางทีก็มีตัวละครใหญ่ๆ มาปะขวางอยู่ บางทีก็เป็นกรอบสนทนาขนาดยักษ์ แต่มีแค่คำว่า เฮ้ย ว้าก ว้าย อะไรทำนองนี้ ผมเลยไม่ค่อยชอบอ่านการ์ตูนในยุคหลังๆ อ่านแล้วงง

นั่นหมายความว่าผมเห็นด้วยกับอาจารย์อู่ทอง ว่าวัฒนธรรมการ์ตูนของไทยมันถูกกินไปจนหมดสิ้น ไม่มีความเป็นการ์ตูนไทย หลงเหลืออยู่ เพราะคำว่าการ์ตูนไทยในมุมของผมและอาจารย์นั้น หาใช่แค่เนื้อหาเป็นไทยไม่ แต่หากหมายรวมถึงสัมผัส กลิ่นอาย ของการ์ตูนแบบไทย ลายเส้นแบบไทย วิธีการเล่าเรื่องแบบไทย ที่ทุกวันนี้เป็นสิ่งมีค่า หายาก ถ้าลองคิดต่อไปว่า แล้วทำไมล่ะ ผมว่าคำตอบมันอาจจะเป็นสองประด็นคือ 1. ก็เพราะทำแบบนี้แล้วขายได้ เด็กไทยถูกหล่อหลอมจาก การ์ตูนแบบญี่ปุ่น และชอบ เป็นกลุ่มกำลังซื้อที่สำคัญ และ 2. คนเขียนการ์ตูนสมัยนี้เอง ก็ถูกหลอมทางความคิด จากการ์ตูนญี่ปุ่น หน้าตาแบบญี่ปุ่น และเวลาได้เขียน ก็เขียนในแบบที่ตัวเองชอบ โดยอาจจะรู้ หรือไม่รู้ตัวว่านี่มัน “การ์ตูนไทยใส่กิโมโน” ชัดๆ

 

Tags: , ,